Drug

เด็ก IQ สูงมีแนวโน้มหันเข้าหายาเสพย์ติดมากกว่าเด็ก IQ ต่ำ

นักวิจัยชาวอังกฤษสองคน ได้แก่ James White แห่ง Cardiff University และ G. David Betty แห่ง University College London ได้เอาข้อมูลสำรวจที่ทำมาตั้งแต่ปี 1970 มาวิเคราะห์ ในการสำรวจนี้มีการวัด IQ (Intelligence quotient) ของกลุ่มตัวอย่างประมาณ 8,000 คนเมื่อตอนอายุ 5 และ 10 ขวบ จากนั้นก็มีการสำรวจการใช้ยาเสพย์ติดอีกรอบเมื่อกลุ่มตัวอย่างอายุ 16 และ 30 ปี

ผลออกมาว่า เมื่อโตขึ้น เด็กผู้ชายที่เคยได้คะแนน IQ สูงมีแนวโน้มที่จะใช้ยาเสพย์ติดมากกว่าคนที่ได้คะแนน IQ ต่ำถึง 50% ส่วนเด็กผู้หญิงที่ได้ IQ สูงในตอนเด็กมีแนวโน้มมากกว่าถึงหนึ่งเท่าตัว

นักวิจัยคาดว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กที่มี IQ สูงหันเข้าหายาเสพย์ติด คงมาจากการที่พวกเขามักจะโดดเด่นกว่าเด็กคนอื่นในห้องเรียน ทำให้ตกเป็นเป้าของการกลั่นแกล้ง ก่อให้เกิดความเครียดจนต้องไปพึ่งยาเสพย์ติดในการระบายอารมณ์ หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะคนที่มี IQ สูงมักชอบลองประสบการณ์แปลกใหม่ จึงตกเป็นเหยื่อของยาเสพย์ติดได้ง่าย

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Epidemiology and Community Health (doi:10.1136/jech-2011-200252)

ที่มา - Scientific American

น้ำมันลาเวนเดอร์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา

ทีมนักวิจัยที่นำโดย ศ. Lígia Salgueiro และ ศ. Eugénia Pinto แห่ง University of Coimbra ในประเทศโปรตุเกส ค้นพบว่าน้ำมันที่สกัดจากลาเวนเดอร์ (Lavandula viridis) มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อราได้หลายชนิด

จากการทดลอง พบว่าเชื้อราที่ถูกทำลายได้ด้วยน้ำมันลาเวนเดอร์ได้แก่ เชื้อราตามผิวหนังที่เกิดการติดเชื้อในหนังศีรษะและเล็บ เชื้อราที่ทำให้เกิดกลาก และเชื้อราในสกุล Candida อีกหลายชนิด โดยน้ำมันลาเวนเดอร์จะเข้าไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อรา ทำให้เชื้อราตายในที่สุด

ขั้นต่อไปก็คือการทดลองใช้ในทางคลินิก ถ้าใช้ได้ผลดี เราก็จะได้ไม่ต้องพึ่งยาฆ่าเชื้อราที่มีราคาแพงและมักจะมีผลข้างเคียงอีกต่อไป

ที่มา - PhysOrg

แวนโคมัยซิน เป็นยาที่ควรใช้เป็นอันดับแรกในการรักษาผิวหนังอักเสบ

จากการศึกษาของโรงพยาบาลเฮนรี่ฟอร์ด พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคผิวหนังอักเสบ (cellulitis) ควรได้รับการรักษาด้วยยาแวนโคมัยซิน (vancomycin) เป็นลำดับแรก มากกว่ายาฆ่าเชื้อ (antibiotic) ตัวอื่น เช่น เพนิซิลิน (penicillin)

บางครั้งแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ก็มีความคลุมเครือ ในเรื่องความเหมาะสม ระหว่างการใช้แวนโคมัยซิน หรือยาในกลุ่ม B-lactam (Beta lactam) อย่างเพนิซิลินหรือเซฟาโลสปอริน (cephalosporins) ในการรักษาโรคผิวหนังอักเสบ

การศึกษาของโรงพยาบาลเฮนรี่ฟอร์ด ที่ทำระหว่างเดือนธันวาคม 2548 ถึง เดือนตุลาคม 2551 พบว่าผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบ 226 คน ที่รักษาด้วย การฉีดแวนโคมัยซินเข้าหลอดเลือดดำ มีผลการรักษาดีกว่าและออกจากโรงพยาบาลได้โดยเฉลี่ยเร็วกว่าผู้ป่วยอีก 199 คน ที่รักษาด้วย การฉีดยา B-lactam เข้าหลอดเลือดดำ 1 วัน

นอกจากนี้เชื้อเอ็มอาร์เอสเอ (MRSA: Methicilin Resistant Staphylococcus Aureus) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าดื้อต่อยาฆ่าเชื้อเพนิซิลิน และยาอื่นๆ นั้น ไวต่อยาแวนโคมัยซิน

ที่มา : physorg

ยาใหม่ ช่วยบรรเทาความปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างอยู่หมัด

ข่าวนี้เก่าหน่อยนะคะเป็นของวันที่ 29 กันยายน 2553 ค่ะ แต่น่าสนใจทีเดียว เป็นข่าวเกี่ยวกับ งานวิจัยจาก Northwestern Medicine ที่ตีพิมพ์ลงใน New England Journal of Medicine ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม เกี่ยวกับยาตัวใหม่ที่มีชื่อว่า "Tanezumab" ซึ่งเป็นยาที่ช่วยระงับอาการปวดกล้ามเนื้อตัวใหม่

โดยจากผลการทดลองใช้ยา Tanezumab ในระดับคลินิก ช่วงที่ 2 (phase II clinical trial = การทดลองใช้ยาในกลุ่มคนจำนวน 100 - 300 คน เพื่อดูประสิทธิภาพของยาและความปลอดภัยจากการใช้ยาในอนาคต) พบว่าช่วยลดอาการปวดเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการศึกษาในผู้ป่วยจำนวน 440 คน พบว่ายาช่วยลดอาการปวดเข่าจากการเดินได้ 45 - 62% เปรียบเทียบกับอาการปวดเข่าที่ลดลงเพียง 22% ของผู้ที่ได้รับยาหลอก นอกจากนี้คะแนนความปวด (pain score) ในผู้ได้รับยาตัวใหม่ยังน้อยกว่าหรือเท่ากับคะแนนความปวดเมื่อตอนที่ใช้ยาแก้ปวดตัวก่อน

อย่างไรก็ตาม การทดลองใช้ยา Tanezumab ในระดับคลินิก ช่วงที่ 3 (phase III clinical trial = การทดลองใช้ยาในกลุ่มคนจำนวน 1,000 - 3,000 คน เพื่อยืนยันประสิทธิภาพของยา, ติดตามผลข้างเคียง, เปรียบเทียบกับการใช้ยาเดิม, และเก็บข้อมูลเพื่อการใช้ยาอย่างปลอดภัย) ถูกระงับ เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวน 16 คน จากผู้ป่วยจำนวนหลายพันคนที่เข้าร่วมในการทดลองใช้ยานี้ มีอาการแย่ลงถึงขั้นที่ต้องการการผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อ

ประโยคเด็ดของผู้วิจัยที่ช่วยบรรยายสรรพคุณของยาตัวใหม่นี้คือ "ผลจากการใช้ยา Tanezumab นั้นโดดเด่น", "คนที่ใช้ยานี้จะเปลี่ยนจากมีข้อจำกัดในการทำกิจกรรมจำนวนมาก มาเป็นการอยู่บนฟลอร์เต้นรำ"

นอกจากนี้ผู้วิจัยยังบอกอีกว่า การที่ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงนั้น อาจเกิดจากการที่ยาทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นเป็นผลให้เพิ่มแรงกดที่ข้อต่อของผู้ป่วย

สำหรับการทำงานของยานั้น ออกฤทธิ์โดยการปิดกั้น Nerve Growth Factor (NGF) ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในการพัฒนาของระบบประสาท และหลั่งออกมาเมื่อมีกระบวนการอักเสบเกิดขึ้นในร่างกาย โดยสารนี้จะไปกระตุ้นเซลล์ประสาทและกระตุ้นการเกิดความเจ็บปวด

ผู้วิจัยบอกว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration; FDA) กำลังพิจารณาข้อมูลเพื่อตัดสินใจว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

ที่มา : physorg

สูบบุหรี่เกี่ยวข้องกับระดับไอคิวต่ำ

แม้จะบอกไม่ได้ว่าคนไอคิวต่ำมักจะสูบบุหรี่หรือบุหรี่ทำให้ไอคิวต่ำแต่รายงานการศึกษาทหารอิสราเอลก็แสดงให้เห็นว่าระดับการสูบบุหรี่มีความเกี่ยวข้อกับไอคิวต่ำอย่างชัดเจน

รายงานจากมหาวิทยาลัย Tel Aviv ได้ศึกษาทหารอิสราเอลสองหมื่นคนพบความจริงสามประการ

  1. ทหารที่ไม่สูบบุหรี่มีไอคิวเฉลี่ย 101
  2. ทหารที่สูบบุหรี่มีไอคิวเฉลี่ย 94
  3. ในกลุ่มทหารที่สูบบุหรี่ ทหารที่สูบบุหรี่มากกว่าวันละ 1 ซองมีไอคิวเฉลี่ย 90

ว่าแล้วก็เลิกกันเถิดครับ

ที่มา - Science Daily

สารใหม่อาจช่วยลดอาการติดโคเคนได้

CocE หรือ Cocaine esterase เป็นผลผลิตของโคเคนและเอนไซม์จากแบคทีเรียที่เชื่อกันว่าช่วยลดอาการเสพติดโคเคนลงได้ และรายงานล่าสุดใน Journal of Pharmacology and Experimental Therapeutics ได้ยืนยันว่ามันมีผลในหนู

ตัว CocE นั้นมีปัญหาที่ค่าครึ่งชีวิตต่ำมากทำให้ประสิทธิภาพการรักษามีระยะสั้น ทีมงานวิจัยได้ใช้ DM-CocE ในหนูและยืนยันว่าสามารถลดอาการถอนยาของหนูที่เสพติดโคเคนได้

การศึกษายังอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้น และยังคงมีคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยอีกมาก ในตอนนี้เราคงควรระวังไม่ให้เราและคนรอบตัวไปยุ่งกับยาเสพติดกันต่อไป

ที่มา - PhysOrg

ผู้ศึกษามลภาวะทางอากาศในสเปน พบสารเสพย์ติด 5 ชนิด

การศึกษาสภาพแวดล้อมของเมืองอาจจะบ่งชี้ถึงรสนิยมของประชากรในเมืองนั้นๆ ได้ อย่างในข่าวนี้ สถาบันวิจัยของรัฐบาลสเปนได้ศึกษาสภาพอากาศในเมืองใหญ่อย่างมาดริดและบาร์เซโลนา สิงที่พบก็คือควันจากการเสพสิ่งเสพย์ติดอย่างน้อย 5 ชนิด เช่น โคเคน แอมเฟตามีน (ยาบ้า) ฝิ่น และ LSD เป็นต้น

อย่างไรก็ตามทางทีมผู้ค้นพบไม่ได้มองว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น ต้องเตือนภัยแต่อย่างใด เพราะด้วยสภาพแวดล้อมของการทดสอบทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่หมายถึงสภาพอากาศทั้งหมดของเมือง ในกรณีของมาดริดนั้นจุดทดสอบอยู่ใกล้กับสถานที่ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งกบดานของผู้ค้ายา และจุดทดสอบของทั้งสองเมืองอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยซึ่งนักศึกษาเป็นกลุ่มที่เสพยามากที่สุด เมื่อเทียบกับการทดสอบลักษณะเดียวกันในยุโรปแล้ว ความเข้มข้นของสารเสพย์ติดในอากาศสเปนสูงกว่ามาก

อัตราความเข้มข้นของสารเสพย์ติดจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ นั่นอาจตีความได้ว่าวัยรุ่นสเปนขี้ยา และนิยมเสพยาในวันว่าง?

ที่มา - Star Tribune

นักวิจัยทำแผนที่การขนส่งธาตุเหล็กของโปรตีน

นักวิทยาศาสตร์ จากภาควิชาเคมีและชีวเคมีมหาวิทยาลัยมอนทานา สเตท (Montana State University)ได้ตีพิมพ์งานวิจัย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผู้คนที่ป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับธาตุเหล็ก

งานวิจัยดังกล่าว ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Proceedings of National Academy of Science โดยเป็นผลงานร่วมกันระหว่าง Martin Lawrence และ Anoop Sendamarai ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ โปรตีน Steap3 โปรตีนตัวนี้มีความสำคัญ ในการควบคุมการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกาย

จากผลการศึกษา การทำแผนที่สามมิติของโครงสร้างอะตอม ที่มาประกอบเป็นโปรตีน Steap3 ทำให้เภสัชกรมีความหวังในการออกแบบยา ที่ใช้ควบคุมระดับของธาตุเหล็กในกระแสเลือด

ธาตุเหล็กมีความจำเป็น สำหรับการทำงานหลายอย่างในกระแสเลือด เป็นพาหนะในการบรรทุกออกซิเจน, ขนส่งอิเล็กตรอนภายในเซลล์ และเป็นกลไกสำคัญสำหรับระบบเอนไซม์ในร่างกาย

หากร่างกายขาดธาตุเหล็ก ก็จะส่งผลให้เป็นโรคโลหิตจาง ซึ่งจากการประมาณการ โรคโลหิตจางส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้านคนทั่วโลก และยังส่งผลกระทบไปต่อการพัฒนาร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน

ในทางกลับกัน ถ้าหากร่างกายได้รับธาตุเหล็กมากเกินไป จะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า hemochromatosis ซึ่งจะทำให้มีการปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำร้ายร่างกาย ซึ่งโรคดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 300 คน โดยเฉพาะบุคคลที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวยุโรปตอนเหนือ

ในปัจจุบัน เรายังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด ว่าทำไมบางคนถึงมีปริมาณธาตุเหล็ก มากหรือน้อยเกินไป

เพื่อที่จะให้เข้าใจถึงบทบาทของโปรตีน Steap3 นักวิจัยต้องนำตัวอย่างที่ได้มาทำให้บริสุทธิ์ และทำให้อยู่ในรูปของผลึก

โครงสร้างผลึกที่ได้ จะนำมาทำเป็นเป็นโครงร่างแผนที่ ซึ่งจากแผนที่ที่ได้ ทำให้บริษัทยา สามารถออกแบบยารักษาอาการดังกล่าวได้

ที่มา - Physorg

Syndicate content