Disease

เรากำลังโดนแบคทีเรียขโมยข้อมูล

งานนี้แอนตี้ไวรัสหรือไฟร์วอลล์ก็ช่วยไม่ได้ เพราะข้อมูลที่ถูกขโมยไม่ไช่ข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ (ถ้าเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องลง Blognone สิเนอะ) แต่เป็นข้อมูลพันธุกรรม จารชนตัวร้ายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เรารู้จักคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดี เพราะมันคือแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งมีอาชีพหลัก คือ ทำให้เกิดโรคหนองใน (gonorrhea) ในมนุษย์ จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะค้นพบว่าเจ้าแบคทีเรียหนองในนี้ยังมีอาชีพเสริมแอบขโมยชิ้นส่วน DNA ของมนุษย์อีกด้วย

หลักฐานคาหนังคาเขาชิ้นแรกมาจากห้องทดลองที่ Broad Institute ในเมืองแคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิจัยที่นั่นพบว่า 3 จาก 14 ของเชื้อ N. gonorrhoeae ที่เลี้ยงไว้มีชิ้นส่วน DNA อันหนึ่งที่มีลำดับเบสตรงกับลำดับเบสของ L1 DNA ของมนุษย์ ต่อมาอีกทีมวิจัยที่นำโดย Mark Anderson แห่ง Northwestern University ก็รายงานผลว่า N. gonorrhoeae ที่เพาะเลี้ยงไว้มากถึง 11% มีชิ้นส่วน DNA มนุษย์อยู่เช่นกัน

และเมื่อทีมวิจัยของ Northwestern University เอาเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis (แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบ meningitis) มาส่องดูบ้าง กลับไม่พบว่ามี DNA มนุษย์ปะปนอยู่แต่อย่างใด ดังนั้นพวกเขาจึงสรุปว่าแบคทีเรียหนองในคงจะผันตัวเองมาเป็นจารชนเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจาก N. gonorrhoeae กับ N. meningitidis มีความใกล้ชิดกันมาก เพิ่งจะแยกสายวิวัตฒนาการออกจากกันไม่นาน (ถ้าได้ยินนักชีววิทยาพูดคำว่า "ไม่นาน" ในเรื่องวิวัฒนาการ ขอให้เข้าใจตรงกันว่า เวลาหนึ่งพันปี หนึ่งหมื่นปี หรือหนึ่งแสนปี ก็ถือว่าไม่นาน)

นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าชิ้นส่วน DNA ที่แบคทีเรียขโมยออกมาอาจจะช่วยให้แบคทีเรียสามารถพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น ส่วนเรื่องที่ว่ามันจะช่วยได้จริงหรือไม่? และถ้าจริง มันทำได้อย่างไร? ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด ต้องรอการศึกษาต่อไป

หรือไม่แน่ มันอาจจะเอาข้อมูลของเราไปขายให้บริษัทส่ง spam mail ก็ได้ ใครจะไปรู้ ^.^

ที่มา - Science Daily

แมมโมแกรม อาจช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคไตได้

จากการศึกษาที่กำลังจะลงใน Clinical Journal of the American Society of Nephrology (CJASN) ฉบับต่อไป แมมโมแกรม นอกจากจะช่วยตรวจหามะเร็งเต้านมแล้ว อาจช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคไตได้ โดยการตรวจหาหินปูน (calcification) ในหลอดเลือด

จากการศึกษาพบว่า การทำแมมโมแกรมสามารถตรวจพบการสะสมของหินปูนในเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยงเต้านม (breast arteries) ของผู้หญิงที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย (end-stage renal disease; ESRD) ถึงเกือบ 2 ใน 3 ซึ่งการตรวจพบหินปูนในเส้นเลือดที่มาเลี้ยงเต้านมนี้เป็นสิ่งที่จำเพาะ และเป็นประโยชน์ต่อการบอกว่ามีหินปูนอยู่ในผนังเส้นเลือดชั้นกลาง (medial vascular calcification) ในผู้เป็นโรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease; CKD)

การมีหินปูนสะสมในหลอดเลือดแดง อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย และโรคไตเรื้อรังมีอัตราการตายที่สูงขึ้น นอกจาการสะสมของหินปูนในผนังชั้นในสุดของหลอดเลือดแล้ว ยังมีการสะสมของหินปูนในผนังชั้นกลาง ซึ่งตรวจเจอได้ยาก และจากการพบหินปูนจากการทำแมมโมแกรมในผู้ป่วยโรคไตนี้ สนับสนุนทฤษฎีที่ว่าผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีแนวโน้มที่จะมีการสะสมของหินปูนในผนังชั้นกลางของหลอดเลือด ซึ่งก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมา

อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ คือมีการศึกษาในผู้ป่วยจำนวนน้อย

ที่มา : physorg

Prion สามารถวิวัฒนาการได้ แม้ไม่มี DNA

ตอนเด็กๆ เราอาจจะเคยเรียนชีววิทยากันมาว่าสิ่งมีชีวิตระดับต่ำที่สุดที่เรารู้จักคือไวรัส ที่แทบจะขาดคุณสมบัติความเป็นสิ่งมีชีวิตกันอยู่แล้ว แต่ Prion นั้นสายโปรตีนที่ต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นในการเพิ่มจำนวนเช่นเดียวกับไวรัส ตัวมันเองไม่มีพันธุกรรมใดๆ แม้แต่ RNA แม้องค์ประกอบจะเรียบง่ายมาก แต่ Prion ก็น่ากลัวมากจากความสามารถในการก่อโรคเช่นโรควัวบ้า

คำถามที่สงสัยกันมานานคือโปรตีนเช่น Prion นั้นจะสามารถวิวัฒนาการได้หรือไม่ และงานวิจัยล่าสุดในวารสาร Nature ยืนยันว่าทำได้

การทดลองในห้องวิจัยอาศัยการสร้างสภาวะที่ Prion สามารถเพิ่มจำนวนได้พร้อมกันใส่ยาต้านไว้พร้อมกันเมื่อ Prion เพิ่มจำนวนไปหลายๆ รุ่น มีบางส่วนเริ่มมีความสามารถในการทนทานต่อยา และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน Prion แทบทั้งหมดทนทานต่อยาได้

นักวิจัยเสนอว่าโดยทั่วไปแล้ว Prion จะกระตุ้นให้เซลล์ที่ิติดเชื้อสร้างสำเนาของตัวมันเองขึ้นมา อย่างไรก็ตามกระบวนการนี้อาจมีความผิดพลาดในความน่าจะเป็นที่ต่ำมาก แต่เมื่อความผิดพลาดนั้นสร้าง Prion รูปแบบใหม่ที่เหมาะสมต่อสภาวะแวดล้อมกว่า ก็จะเกิดการคัดเลือกตามธรรมชาติ และการวิวัฒนาการในที่สุด

ที่มา - ArsTechnica

โปรดระวัง การอาบน้ำจาก ฝักบัว อาจทำให้คุณป่วยได้

มีผลงานวิจัยในสหรัฐบ่งชี้ว่า การอาบน้ำ อาจไม่ได้ทำให้คุณสะอาดอย่างที่คุณคิด
โดยเฉพาะการอาบน้ำจากฝักบัว ที่จะทำให้คุณชุ่มไปด้วยแบคทีเรียในปริมาณที่ทำให้คุณป่วยได้ง่ายๆ

นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยโคโลราโด โบล์เดอร์ ได้ทำการศึกษาฝักบัว จำนวน 50 หัว จาก 9 เมืองในสหรัฐ และ พบว่า 30% ของในจำนวนนี้ มีการตรวจพบ Mycobacterium avium ในระดับสูงมาก แบคทีเรียกลุ่มนี้ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในปอด เมื่อมีการหายใจ หรือสำลักเข้าไป และยัง ชี้ว่าปริมาณที่พบนั้นมีมากกว่า
100 เท่าของ ปริมาณที่พบตามน้ำจากก๊อกตามบ้านทั่วๆไป

"ถ้าคุณเริ่มต้นเปิดฝักบัว แล้วล้างหน้าคุณก่อนเป็นอันดับแรก คงไม่ต้องบอกว่า
คุณจะได้รับปริมาณแบคทีเรียชนิดนี้มากขนาดไหน และมันคงจะไม่ดีแน่ๆ" นอร์แมน เพซ หนึ่งในทีมวิจัย กล่าว

Mycobacterium avium เป็นสาเหตุของโรคปอด ซึ่งผู้ป่วยจะมีการอาการ ไอเรื้อรัง, หายใจลำบาก และหมดแรง อย่างไรก็ดี ผู้ติดเชื้อส่วนมากมักจะหายเองได้ และ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ย่อมมีโอกาสติดเชื้อได้น้อยกว่า

เพซ ยังกล่าวต่อว่า ผลงานวิจัยที่โรงพยาบาลยิวแห่งชาติ ในเดนเวอร์ ได้พบว่า มีการติดเชื้อในปอดเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐจาก Mycobacteria ชนิด non-tuberculosis ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่คล้ายกับ Mycobacterium avium ในผู้ที่อาบน้ำจากฝักบัว มากกว่าการอาบน้ำในอ่าง

เขาเพิ่มเติมว่า การพ่นฝอยของน้ำจากฝักบัว นั้นเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เชื้อกระจายตัวไปในอากาศและถูกหายใจเข้าไปในส่วนที่ลึกของปอดได้อย่างง่ายดาย และสิ่งที่สำคัญ คือ ฝักบัว มีสภาวะที่เหมาะสม ทั้งความชื้น อุณหภูมิ และ ปราศจากแสง ช่วยทำให้แบคทีเรียชนิดนี้ที่สามารถสร้าง "biofilms" ที่ทำหน้าที่คล้ายตัวยึดจับเกาะกับฝักบัว ทำให้ยากต่อการกำจัดออก

อย่างไรก็ดี เพซ กล่าวว่า เชื้อนี้คงไม่กระทบกับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงทั่วๆไป แต่สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV หรือ รับประทานยาที่กดภูมิคุ้มกัน นั้น เขาแนะนำว่า ให้ไปใช้ฝักบัวประเภทโลหะแทน และควรจะเปลี่ยนมันบ่อยๆ

ลีอาห์ ฟีเซล นักวิจัยอีกท่าน กล่าวกับรอยเตอร์สว่า ฝักบัวนั้น คงไม่ใช่ตัวแพร่เชื้อสำคัญเท่าไรนักในบ้าน และเขายังเสนอว่า เครื่องปรับระดับความชื้น และ เครื่องปรับอากาศชนิดไอน้ำ คงจะต้องได้รับการวิจัยเป็นสิ่งต่อไป

ที่มา : Reuters ผ่านทาง Yahoo!

ยอดผู้เสียชีวิตจากเนื้อสัตว์ปนเปื้อน ในแคนาดา พุ่งไปที่ 15 คน !

?เจ้า?หน้า??ที่?สาธาร?ณ?สุข?ของ?แ?คน?าดา ?ออก?มา?ประกาศ?ยอด?ผู้?เสีย?ชีวิตล่า?สุด? ?จาก??เหตุ?การ??ณ์?เนื้อ?สัตว์??ของ?บริษัท Maple Leaf Foods ?ถูก?ปนเปื้อน?โดย?แบคทีเรีย Listeria monocytogenes ซึ่งขณะ?นี้???มีผู้?เสีย?ชีวิตกว่า 15 ?คน?

ผู้หญิงชราวัย? 89 ปี ?คือ?เหยื่อราย?แรก?ของ?เหตุ?การ??ณ์??ดัง??กล่าว หลัง??จาก???ถูก?นำส่งโรงพยาบาล?เมื่อ?วันศุกร์???ที่?ผ่าน?มา ด้วยอา?การ??ไข้สูง, ร่าง??กาย?อ่อน?แออย่าง??รุนแรง, หาย??ใจ?ลำบาก? ?ใน??ที่??สุด?ก็หมดสติ?ใน?คืน?นั้น?

Michael McCain ?ประธาน??ของ?บริษัท Maple Leaf Foods ?ได้??สั่งปิดโรง?งาน??บริเวณพื้น??ที่?เมืองโตรอนโต ซึ่ง?เชื่อว่ามี?การ??ปนเปื้อนมา?จาก??บริเวณ?นี้??? จนกว่า?การ??สืบสวน?จะ?เสร็จสิ้น?

อาหาร??ที่??ถูก?ปนเปื้อน?โดย?เชื้อแบคทีเรีย Listeria monocytogenes ?ไม่???สาม?าร?ถ?มองเห็น??หรือ?มีกลิ่นเตือน ?แต่??การ??กิน?อาหาร??ที่?มี?การ??ปนเปื้อน ?จะ??ทำ??ให้?เกิดไข้สูง, ปวดหัว?อย่าง??รุนแรง ?และ??มีอา?การ??คลื่นไส้

?มัน??จะ??เป็น???การ??ก่อ?การ??ร้าย??รึเปล่า ?

?ที่?มา - Physorg

บังคลาเทศพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก

ข่าวสั้นๆ ครับ

รัฐมนตรีกระทรวงสาธารสุขของบังคลาเทศ รายงานถึงผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกรายแรกของประเทศ โดยบอกแค่ว่าผู้ป่วยเป็นเด็ก ติดเชื้อตั้งแต่เดือนมกราคม แต่ไม่ได้บอกอายุ หรือรายละเอียดอื่นๆ แต่เด็กคนดังกล่าวได้รับการรักษาแล้ว

ที่มา - Physorg

ทำไมเชื้อกาฬโรคถึงร้ายแรง ?

กาฬโรค ถือเป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่มนุษย์เราเคยรู้จักกันมา ตลอดอารยธรรมอันยาวนานของมนุษย์ กาฬโรคได้คร่าชีวิตผู้คนรวมกันแล้วกว่า 200 ล้านคน โดยไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่เลือกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าใครก็ตามที่ติดโรคดังกล่าว ก็สามารถล้มหายตายจากได้ทั้งสิ้น

กาฬโรค เป็นโรคระบาดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ ได้สงสัยมานาน ว่าทำไมเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว ถึงได้ีมีพิษสงในการทำลายล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้รุนแรงขนาดนี้

งานวิจัยชิ้นล่าสุดของศาสตราจารย์ Brubaker จากมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) ที่ได้ัรับการตีพิมพ์ในวารสาร Microbiology ฉบับเดือนพฤษภาคม ได้อธิบายกลไก การทำให้เกิดกาฬโรคของเชื้อ Y.pestis อย่างละเอียด

Y.pestis ต้องการแคลเซียม และอุณหภูมิในร่างกายของมนุษย์ ในการเจริญเติบโต เมื่ออยู่ในสภาวะที่ขาดแคลเซียม มันก็จะสร้างกรดอะมิโนที่เชื่อ aspartic ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อมันอยู่ในร่างกายมนุษย์ จำนวนกรด aspartic ที่มันผลิตออกมา ก็จะมีมากเกินกว่าร่างกายของผู้ติดเชื้อจะรับไหว ซึ่งจะทำให้ร่างกายผู้ติดเชื้อขาดสมดุลย์ของกรดอะมิโน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

ที่มา - EurekAlert

วิธีการใหม่สำหรับตรวจสอบสารพิษ

นักวิทยาศาสตร์ จาก City of Hope ร่วมมือกับ หน่วยงานสาธารณสุขของแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ที่ได้ผลอย่างรวดเร็ว สำหรับการตรวจสอบสารพิษ โบทูลินัม (Botulinum) ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เป็นสารพิษที่อันตรายที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยรู้จักกันมา และยังเป็นสารพิษที่คาดกันว่าจะถูกนำมาใช้ในการก่อการร้ายทางชีวภาพอีกด้วย

โบทูลินัม เป็นสารพิษที่ได้มาจากเชื้อแบคทีเรีย Chostridium ซึ่งสารพิษดังกล่าว จะออกฤทธิ์ยับยังกระแสประสาท ทำให้เกิดอัมพาตทั่วทั้งตัว และในที่สุดก็ทำให้ถึงแก่ความตาย

โบทูลินัม สามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว, จากบาดแผลติดเชื้อ ซึ่งข้อมูลจาศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาด ได้ระบุว่า โบทูลินัม เป็นหนึ่งในหกสารพิษ ที่มีโอกาสนำมาใช้ในการก่อการร้ายทางชีิวภาพมากทีุ่สุด ทั้งนี้เนื่องจากสามารถผลิตและขนย้ายได้ง่าย โดยโบทูลินัมเพียง 1 กรัม ก็สามารถทำให้มีผู้เสียชีวิตได้มากกว่า 1 ล้านคน

วิธีการทดสอบแบบใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ใช้เวลาในการตรวจสอบน้อยกว่าวิธีเดิมๆ และยังมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าอีกด้วย ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้มากมาย เช่น การปรับปรุงกระบวนการผลิตอาหาร, เพิ่มความเร็วและปรับปรุงการวินิจฉัยโรค และสิ่งที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการวิจัย นั่นก็คือ การป้องกันการจู่โจมจากการก่อการร้าย

กระบวนการวิเคราะห์ดังกล่าว ประกอบด้วยทรงกลมคล้ายๆ ลูกปัดที่มีขนาดเล็กมากๆ ร่วมกับการใช้สารเคมีที่มีความไวแสงสูง ที่สามารถเรืองแสงได้ภายในรังสีอุลตราไวโอเล็ต โดยทรงกลมดังกล่าว จะถูกเคลือบด้วย Antibody และผสมกับ ตัวอย่างที่ต้องการทดสอบซึ่งถูกทำให้กลายเป็นของเหลว ซึ่ง Antibody ดังกล่าว จะทำปฏิิกิริยา และทำให้เกิดการเรืองแสงภายใต้รังสีอุลตราไวโอเล็ต

วิธีการดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการตรวจโรคระบาดอื่นๆ ซึ่งทางนักวิจัยพยายามที่จะพัฒนาให้สามารถดังกล่าวให้เพิ่มมากขึ้น

ที่มา - EurekaAlert

สิงคโปร์พบผู้ป่วยโรคเอดส์เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สิงคโปร์ประกาศตัวเลขล่าสุด ของจำนวนผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ภายในปี 2007 ซึ่งมีจำนวนถึง 422 คน ซึ่งมากสุดนับตั้งเริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี 1985

จากจำนวนผู้ป่วยดังกล่าว 93 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพศชาย และกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธุ์

เมื่อสิ้นปีที่แล้ว สิงคโปร์มีจำนวนผู้ป่วยโรคเอดส์ ทั้งหมด 3,482 คน โดยผู้ป่วยจำนวนดังกล่าว ได้เสียชีวิตไปประมาณ 1,000 คน

จากปัญหาดังกล่าว รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ ได้ยื่นเรื่องดังกล่าวต่อรัฐสภา โดยเรียกร้องให้มีการ ปรับปรุงกฏหมายให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมการแพร่เชื้อของโรคเอดส์

กฏหมายที่มีอยู่เดิมของสิงคโปร์ ได้มีบทลงโทษแก่ผู้ที่ติดเชื้อ แต่ไม่ยอมบอกคู่นอนของตนได้รับรู้ รวมถึงผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดโรคด้วย

กฏหมายที่จะได้รับการปรับปรุงใหม่ มีการเพิ่มบทบัญญัติให้เข้มงวดมากขึ้น เช่น ต้องมีการระมัดระวังอย่างเหมาะสม (รวมถึงการใช้ถุงยางอนามัย และการตรวจเลือด) เพื่อที่จะป้องกันผู้ที่มีเพศสัมพันธุ์ด้วย, ต้องมีการแจ้งคู่นอนให้ทราบ ถึงความเสี่ยงที่จะติดโรคจากการมีเพศสัมพันธุ์ รวมถึงต้องให้คู่นอนตอบตกลงในการยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ถ้าคู่นอนตอบตกลง การมีเพศสัมพันธุ์ในครั้งนั้นก็จะถูกต้องตามกฏหมาย

ใครที่ไม่ปฏิบัติตามกฏหมายดังกล่าว มีโทษปรับสูงสุดถึง 50,000 เหรียญสิงคโปร์ และโทษจำคุก 10 ปี

ที่มา - Physorg

จักวรรดิฮิทไทท์ อาจเป็นผู้เริ่มการก่อการร้ายชีวภาพ

ในยุคปัจจุบัน มนุษย์เรามีความหวาดกลัวภัยด้านการก่อการร้ายในด้านต่างๆ? ไม่ว่าจะเป็น การก่อการร้ายโดยใช้แก๊สซารีนของญี่ปุ่น หรือความหวาดกลัว เชื้อแอนแทร็กซ์ในปัจจุบัน


ความหวาดกลัวดังกล่าวอาจจะกลายเป็นเรื่องเล็กๆ เมื่อนักวิจัยชาวอิตาลี Siro Trevisanato เชื่อวว่า ชาวฮิทไทท์ (Hittites) อาจจะเป็นชนชาติแรกของโลกที่เริ่มทำการก่อการร้ายชีวภาพ

นักวิจัยชาวอิตาลีได้แสดงหลักฐานสนับสนุนความเชื่อของเขา โดยยกตัวอย่างที่ชาวฮิทไทท์ ได้ปล่อยแกะที่ติดเชื้อ ไปยังฝ่าย โฟนีเชียน (Phoenician) ในสงครามระหว่างสองอาณาจักร เมื่อก่อน คริสตศักราช 1325 ปี ซึ่งในสงครามครั้งนั้น มีโรคระบาดที่มีชื่อว่า กาฬโรคของฮิทไทท์ (Hittites Plague)

ที่มา - Physorg

Syndicate content