Computer Game

สมองของเกมเมอร์แตกต่างจากคนทั่วไป

ทีมนักวิจัยนานาชาติที่นำโดย Simone Kuhn แห่ง Ghent University ประเทศเบลเยียม ได้ทำการศึกษาโครงสร้างสมองของกลุ่มตัวอย่างอายุ 16 ปี จำนวน 154 คน ค่ามัธยฐานของการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ในกลุ่มตัวอย่างคือ 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ดังนั้นเด็กที่เล่นเกมเกิน 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็จะถูกจัดว่าเป็น "คนที่เล่นเกมบ่อย" (frequent player)

ผลปรากฏว่าสมองของเด็กที่เล่นเกมบ่อยจะมีส่วนของ ventral striatum ใหญ่กว่าเด็กคนอื่น สมองส่วน ventral striatum มีความเกี่ยวข้องกับการคาดหวังความรู้สึกพึงพอใจเมื่อได้รับรางวัลหรือได้ทำอะไรสนุกๆ เช่น ได้กินอาหารอร่อยๆ, ได้เงิน, เซ๊กส์ เป็นต้น

แม้ว่าในกลุ่มตัวอย่างจะไม่มีเด็กคนไหนถูกจัดว่า "ติดเกมส์" แต่นักวิจัยก็คิดว่าสมอง ventral striatum ที่มีขนาดใหญ่กับความชอบในการเล่นเกมน่าจะมีอะไรสัมพันธ์กัน อาจจะเป็นเพราะการเล่นเกมบ่อยๆ ทำให้ ventral striatum ขยายขนาด หรือ เป็นเพราะเด็กที่มี ventral striatum ใหญ่ชอบเล่นเกมมากกว่าเด็กคนอื่นโดยธรรมชาติก็ได้

นอกจากนี้งานวิจัยหลายชิ้นก็ระบุว่า ventral striatum ของคนที่ติดยาเสพย์ติดก็มีความแตกต่างจากคนทั่วไปเช่นกัน กิจกรรมของสมองส่วน ventral striatum จึงน่าจะเกี่ยวข้องกับอาการเสพย์ติด อย่างไรก็ตาม กลไกความสัมพันธ์ของการติดเกมส์กับสรีรวิทยาของสมองยังไม่แน่ชัดนัก อย่าเพิ่งใจร้อนจับเด็กติดเกมส์ไปเลิกที่ถ้ำกระบอกหละ

ที่มา - BBC News

เกมที่ช่วยให้ผ่อนคลายทำให้ผู้เล่นอารมณ์ดีขึ้น

ถ้าเล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรงจะเป็นคนที่ก้าวร้าวขึ้น แล้วเล่นเกมที่ช่วยให้ผ่อนคลายเราจะอารมณ์ดีขึ้นไหม? งานวิจัยนี้ตอบคำถามนี้ได้ครับ

งานวิจัยชิ้นนี้ทำโดยคุณ Brad Bushman และคุณ Jodi Whitaker นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการติดต่อสื่อสาร ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ โดยใช้อาสาสมัครที่เป็นนักศึกษาจำนวน 150 คนมาร่วมทดลอง โดยให้แต่ละคนเล่นเกมบนเครื่อง Wii เป็นเวลา 20 นาที จากการสุ่มเกม 3 ประเภทคือ เกมที่มีเนื้อหารุนแรงอย่าง Resident Evil 4 เกมกลาง ๆ อย่าง Super Mario Galaxy และเกมที่ช่วยให้ผ่อนคลายอย่าง Endless Ocean (เกมที่ให้ผู้เล่นสวมบทบาทเป็นนักดำน้ำที่ท่องไปตามท้องมหาสมุทร มองดูสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล และสมบัติใต้ทะเล ผู้เล่นจะเจอกับสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลต่าง ๆ รวมทั้งฉลาม แต่ฉลามเกมนี้ไม่ทำร้ายคนอย่างเกมอื่น ๆ)

หลังจากนั้น อาสาสมัครจะต้องแข่งกดปุ่มกับคู่แข่งอีกคนซึ่งเขาไม่รู้ว่าเป็นใคร (ความจริงแล้วไม่มีคู่แข่งอีกคนอยู่จริง ๆ) ใครที่กดปุ่มได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ ผู้ชนะจะได้รับเงินจำนวนหนึ่ง ส่วนผู้แพ้จะต้องฟังเสียงดัง ๆ ผ่านทางหูฟัง โดยที่อาสาสมัครจะเป็นคนกำหนดจำนวนเงิน และระดับเสียง พร้อมทั้งระยะเวลาที่ต้องฟังเอง

ผลการทดลองคือ อาสาสมัครที่เล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรงจะเลือกระดับเสียง และระยะเวลามากกว่าคนที่เล่นเกมกลาง ๆ และคนที่เล่นเกมกลาง ๆ จะเลือกระดับเสียง และระยะเวลามากกว่าคนที่เล่นเกมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย

ในอีกด้าน คนที่เล่นเกมที่ช่วยให้ผ่อนคลายจะให้เงินแก่คู่แข่งมากกว่าคนที่เล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรง สิ่งนี้บ่งบอกว่า เกมที่มีเนื้อหารุนแรงทำให้ผู้เล่นก้าวร้าวขึ้น และเกมที่ช่วยให้ผ่อนคลายจะทำให้ผู้เล่นอ่อนโยนมากขึ้น

เกมที่มีเนื้อหารุนแรงส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เล่นจริง

เคยมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า เกมที่มีเนื้อหารุนแรงไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เล่น ก็ต้องมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า เกมที่มีเนื้อหารุนแรงส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เล่นจริง เป็นของคู่กัน

มีงานวิจัยซึ่งทำโดยรองศาสตราจารย์ Bruce Bartholow แห่งมหาวิทยาลัยมิซซูรี่ เขาใช้อาสาสมัครจำนวน 70 คน ให้แต่ละคนมาสุ่มเล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรง และเกมที่ไม่รุนแรง เป็นเวลา 25 นาที หลังจากนั้นก็วัดการตอบสนองของสมองที่มีต่อภาพต่าง ๆ ทั้งที่เป็นภาพธรรมดาทั่วไป เชน จักรยาน ผู้คน และภาพที่มีความรุนแรงอย่าง คนเอาปืนจ่อปากคนอีกคน และให้เลือกระดับเสียงที่จะเปิดให้คนที่แพ้การแข่งขันฟัง เพื่อวัดระดับความก้าวร้าว

นักวิจัยพบว่า อาสาสมัครที่เล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรงจะเลือกเสียงที่ดังกว่าคนที่เล่นเกมที่ไม่รุนแรง และถ้าอาสาสมัครไม่เคยเล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรงด้วยแล้ว สมองของเขาจะตอบสนองต่อภาพที่มีความรุนแรงน้อยลงด้วย (เฉยชาต่อภาพที่มีความรุนแรง) ซึ่งเป็นสัญญาณหนึ่งของความก้าวร้าวเช่นกัน แต่สำหรับคนที่เล่นเกมที่มีเนื้อหาความรุนแรงอยู่แล้ว สมองของเขาจะตอบสนองน้อยลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเภทของเกมที่เล่นในระหว่างการวิจัยเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาอาจจะเคยชินกับความรุนแรงอยู่แล้วก็เป็นไปได้

รองศาสตราจารย์ Bruce บอกว่า ต่อไปเขาจะมุ่งความสนใจไปยังเรื่องที่ว่า สื่อที่มีความรุนแรงจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะเด็กที่เล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรงมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ซึ่งมากกว่าการอยู่กับสื่อประเภทอื่น รวมทั้งการนอน เขาเชื่อว่าเด็กจะคุ้นเคยกับความรุนแรงเหมือนกับที่สมองของพวกเขาคุ้นเคย

สาเหตุอย่างหนึ่งที่เกมที่มีเนื้อหารุนแรงส่งผลต่อมนุษย์มากกว่าสื่อประเภทอื่น เพราะในมุมมองด้านจิตวิทยาแล้ว ผู้เล่นจะได้รับรางวัลตอบแทนความรุนแรงที่ตัวเองก่อขึ้น และอีกอย่าง เกมที่มีเนื้อหารุนแรง มันฮิตเสียด้วย...

ที่มา: Medical Xpress

เกมต่อสู้อาจทำให้สายตาไวขึ้น

เกมต่อสู้หรือเกมแอคชั่น (action) นั้นทำให้ผู้เล่นรู้สึกตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะศึกษาว่าเกมต่อสู้นั้นทำให้เรามีสายตาไวขึ้นจริงหรือไม่ นักวิจัยจาก University of Rochester นำโดย Daphne Bavelier ได้ทดสอบอาสาสมัครที่สายตาปกติสองกลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่งนั่งเล่นเกม Unreal Tournament 2004 และ Call of Duty 2 เป็นเวลา 50 ชั่วโมง เทียบกับอีกกลุ่มหนึ่งที่เล่น The Sims 2 ในเวลาเท่ากันแล้ววัดความสามารถในการแยกแยะสีเทาในระดับต่างๆ (Contrast Sensitivity Function) ทั้งก่อนและหลังเล่นเกม

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เล่นเกมต่อสู้นั้นมีความสามารถในการแยกแยะสีเทานี้ดีขึ้นมากกว่าผู้ที่เล่นเกมธรรมดาถึงกว่า 50% โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.04) นอกจากนี้แล้วยังใช้เวลาในการแยกแยะสีนี้น้อยกว่าอีกด้วย นักวิจัยสรุปว่าการเล่นเกมต่อสู้นี้ช่วยทำให้สมองและสายตานั้นสามารถมีประสิทธิภาพในการมองเห็นได้มากขึ้น โดยอาจใช้ข้อสรุปนี้ในการหาวิธีการช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านสายตาในอนาคต

ที่มา: Nature Neuroscience (full text) via Ars Technica

เล่นเกมคอมพิวเตอร์เก่งๆ มีสิทธิได้รางวัลโนเบล

ข่าวดีสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีลูกหลานเเหลนโหลน ชอบเล่นเกม หากลูกหลานของท่าน เป็นเซียนเกมชั้นอ๋อง รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์อาจจะตกอยู่กับลูกหลานของท่านโดยไม่รู้ตัว

สำหรับผู้ที่เล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ คงจะเคยใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน ในการเล่นเกมที่โปรดปรานให้จบหมดทุกด่าน จบแบบธรรมดาไม่พอ ต้องจบแบบเก็บได้ครบทุกไอเท็ม อีกต่างหาก นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (Washington University) เล็งเห็นประโยชน์ของเหล่าบรรดาเกมเมอร์เหล่านี้ ก็เลยพัฒนาเกมที่มีส่วนช่วยในการวิจัยขึ้นมา เกมส์ดัีงกล่าวมีชื่อว่า Foldit

ก่อนที่เล่นเกมนี้แล้วได้รางวัลโนเบล ก็ต้องอธิบายหลักการในเบื้องต้นก่อน เนื่องจากในร่างกายของมนุษย์เรา ประกอบไปด้วยโปรตีน และโปรตีน ก็สามารถมีูรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่า 100,000 รูปแบบ รวมถึงมีความไวต่อปฏิกิริยาเคมีที่ไม่เหมือนกัน เรารู้รหัสพันธุกรรมบางส่วนของโปรตีน แต่เราไม่รู้ว่ามันจะโค้งงอเปลี่ยนรูปร่างซับซ้อนได้อย่างไร ซึ่งรูปร่างของโปรตีน ถือเป็นส่วนสำคัญมากในทางชีววิทยา

ถ้าหากมีคนนึกออก เคยมีโครงการอย่าง Rosetta@Home ซึ่งอาศัยคอมพิวเตอร์ของอาสาสมัครในการประมวลผล แต่ด้วยยอดสมาชิกในปัจจุบัน ที่มีประมาณ 200,000 คน ก็ยังไม่พอกับความต้องการดังกล่าว

เกม Foldit กับ โปรแกรม Rosetta ก็อาศัยรากฐานเดียวกัน แต่ในขณะที่ Rosetta@Home อาศัยเวลาว่างจากการประมวลผลมาช่วยในการคำนวณ แต่ Foldit อาศัยพลังสมองจากคนที่ว่างพอจะมาเล่นเกม ซึ่งเกมดังกล่าวไม่ต้องการอะไรมาก นอกจากความสามารถในการแก้ปัญหารูปร่าง 3 มิติเท่านั้น

ปัจจุบันนี้ มีผู้ที่เล่นเกมส์นี้้แล้วกว่า 1,000 คน และในอนาคต อาจมีการจัดแข่งขันระหว่างเกมเมอร์ กับ กลุ่มนักวิจัยที่ทำเรื่องโปรตีน โดยวางแผนไว้ว่า จะมีการจัด 2 ปี ครั้ง

สำหรับผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุด ก็จะมีการใส่ชื่อลงไปในผลงานที่ตีพิมพ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ และสำหรับผู้ที่ชนะในการออกแบบโปรตีน ทางทีมวิจัยก็อาจนำการออกแบบนั้น มาสร้างเป็นโปรตีนที่ใช้งานได้จริง ซึ่งถ้าหากสามารถนำไปแก้ปัญหาโรคระบาดที่ร้ายแรงในปัจจุบัน (เอดส์,มาลาเรีย) เหล่าเกมเมอร์ก็อาจมีสิทธิคว้ารางวัลโนเบลอีกด้วย

ดีจัง จะได้มีข้ออ้างในการเล่นเกม

ข้อมูลเพิ่มเติม

Foldit

Rosetta@Home

ที่มา - EurekAlert

Syndicate content