CERN

LHC ค้นพบอนุภาคใหม่เป็นครั้งแรก

LHC (Large Hadron Collider) ทำผลงานค้นพบอนุภาคชนิดใหม่เป็นครั้งแรก แม้ว่าจะยังไม่ใช่อนุภาค Higgs boson ที่ตามหากัน แต่อย่างน้อยนักฟิสิกส์ที่ CERN ก็มีอะไรไว้อวดบ้างแล้ว

อนุภาคใหม่ที่ค้นพบโดยทีม ATLAS ของ LHC มีชื่อว่า χb(3P) (อ่านว่า /ไค-บี-3-พี/) เป็นอนุภาคประเภท boson ที่ประกอบด้วย beauty quark และ antiquark ของมันอย่างละหนึ่งตัว ดึงดูดกันด้วยแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม (strong nuclear force)

อนุภาคใหม่จะช่วยให้นักฟิสิกส์เข้าใจธรรมชาติของแรงนิวเคลียร์แบบเข้มมากขึ้น

ขณะรอการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ บทความวิจัยได้เผยแพร่อยู่ที่ arXiv.org

ที่มา - The Telegraph, PhysOrg, COSMOS, Popular Science

ความน่าตกใจเพียงประการเดียวของข่าวนี้ คือ มันทำให้เราตระหนักว่า ก่อนหน้านี้ LHC ยังไม่เคยค้นพบอนุภาคอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย! สรุปว่าข่าวเกี่ยวกับ LHC ที่เราเคยอ่านมาทั้งหมดมีแต่ข่าวจิปาถะ/บทเบ็ดเตล็ด/ทฤษฎีพิลึกพิลั่นนั่นเอง

งานแถลงข่าว CERN: เราเห็นเงาแวบๆ ของ Higgs boson แล้ว

งานแถลงข่าววิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดประจำสัปดาห์นี้คงไม่พ้น งานสัมมนาของ CERN ในวันที่ 13 ธันวาคม 2011 ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนก็กลั้นหายใจรอดูว่า LHC จะประกาศการค้นพบอนุภาค Higgs boson ที่ตามหากันมานานแสนนานหรือไม่

การแถลงอย่างเป็นทางการของ CERN อาจจะทำให้พวกบ้าข่าวลือผิดหวังบ้างเล็กน้อย เพราะยังไม่มีการค้นพบ Higgs boson เกิดขึ้นที่ LHC

แต่เรื่องน่าตื่นเต้น คือ ทีม ATLAS และ CMS แสดงผลการทดลองที่สอดคล้องกันว่าเจอร่องรอยสัญญาณ excess (หมายถึงการกระโดดขึ้นอย่างผิดปกติในกราฟข้อมูล) ตรงค่ามวลใกล้เคียงกับมวลที่คาดว่าเป็นของ Higgs boson นั่นแปลว่าถ้า Higgs boson มีจริง สัญญาณดังกล่าวก็ควรจะเป็นของ Higgs boson นั่นแหละ

รอยสัญญาณ excess ที่ ATLAS เจออยู่ตรงมวลประมาณ 125 GeV และสามารถบีบช่วงที่น่าจะเจอ Higgs boson เหลือแค่ช่วง 115-130 GeV ที่ความเชื่อมั่น 95% ส่วนของ CMS เจออยุ่ที่ 124 GeV และสามารถบีบช่วงมวลของ Higgs boson ให้เหลือแค่ช่วง 115-127 GeV ที่ความเชื่อมั่น 95%
(GeV หรือ Gigaelectronvolt เป็นหน่วยของมวลหรือพลังงานก็ได้ เพราะอย่างไรในทางฟิสิกส์อนุภาค มวลกับพลังงานก็คือของอย่างเดียวกันอยู่แล้ว มวลโปรตอน 1 ตัวมีค่าประมาณ 1 GeV)

น่าเสียดายที่ข้อมูลการชนของอนุภาคที่รวบรวมได้ตอนนี้ยังมีไม่เพียงพอจะยืนยันได้ว่าร่องรอยสัญญาณที่เกิดขึ้นมาจาก Higgs boson จริงๆ ไม่ใช่แค่ความบังเอิญในทางสถิติ ความเชื่อมั่นของทีม ATLAS และ CMS อยู่ที่ประมาณ 2 sigma เท่านั้น (มีโอกาสเป็นแค่ความบังเอิญไม่ถึง 5%) ซึ่งในทางฟิสิกส์อนุภาคถือว่ายังไม่พอ ความเชื่อมั่นอย่างต่ำที่จะยืนยันการค้นพบ คือ 5 sigma

Press release อย่างเป็นทางการของ ATLAS อยู่ที่ www.atlas.ch/news/2011/status-report-dec-2011.html
และของ CMS อยู่ที่ cms.web.cern.ch/news/cms-search-standard-model-higgs-boson-lhc-data-2010-and-2011

เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหรือโลกแตกไปเสียก่อน ปีหน้า 2012 เราก็คงได้รู้แน่แล้วว่า Higgs boson มีจริงหรือไม่

ที่มา - Popular Science, Scientific American, The Telegraph, Science Daily, BBC News

นักฟิสิกส์เตรียมลุ้น! LHC จะแถลงผลการค้นหา Higgs boson สัปดาห์หน้า

วันที่ 13 ธันวาคม 2011 ที่จะถึงนี้ CERN จะรายงานผลการทดลองของ LHC อย่างเป็นทางการ ให้สาธารณชนได้รับทราบว่าหนึ่งปีที่ผ่านมานักฟิสิกส์ของ CERN ได้ทำอะไรไปบ้าง โดยเฉพาะความคืบหน้าในการค้นหา "อนุภาคพระเจ้า" หรือ Higgs boson

ตอนนี้ทั้งข่าวลือและความคาดหวังก็แพร่กันไปทั่ว แม้แต่นักฟิสิกส์บางคนยังเชื่อมั่นเลยว่า เราน่าจะได้เห็น "แวบแรก" ของ Higgs boson ในสัปดาห์หน้า หรือบางคนก็ดักคอว่า หาก LHC ยังไม่เจอสัญญาณอะไรแม้แต่นิด วงการฟิสิกส์ก็ควรหันไปให้ความสนใจทฤษฎีอื่น (ที่ไม่ต้องรวม Higgs boson เข้าไปในสมการ) ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม CERN ออกตัวอย่างระมัดระวังว่าข้อมูลที่ ATLAS และ CMS เก็บได้ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามีหรือไม่มี Higgs boson ดังนั้นการแถลงในสัปดาห์หน้าจะไม่มีการยืนยันการค้นพบ (หรือการไม่ค้นพบ) Higgs boson แน่นอน

ที่มา - Live Science, Scientific American, BBC News

นักฟิสิกส์ที่ LHC กำลังปวดหัวกับ UFOs

Large Hadron Collider (LHC) ของ CERN คือเครื่องเร่งอนุภาคที่มีกำลังมากที่สุดของโลก ณ เวลาปัจจุบัน ขณะทำงาน LHC จะเร่งอนุภาคโปรตอนให้วิ่งมาชนกันด้วยความเร็วที่เกือบๆ จะเท่ากับความเร็วแสง การดำเนินการเช่นนี้ต้องใช้ความละเอียดเป็นอย่างมาก ปล่อยให้มีอะไรมารบกวนไม่ได้

แต่ทีมของ Tobias Baer รายงานว่า ในปีที่ผ่านมา มีอยู่หลายครั้งลำอนุภาคโปรตอนที่ LHC วิ่งได้ไม่ถึงพลังงานที่ตั้งไว้ นับแค่เฉพาะระหว่างเดือนเมษายนถึงสิงหาคม 2011 พบเหตุการณ์ดังกล่าวกว่า 10,000 ครั้ง บางครั้งพลังงานก็ลดลงมากจนถึงกับต้องหยุดการปล่อยลำอนุภาคโปรตอนชั่วคราว Tobias Baer บอกว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจาก "UFOs" ไปกีดขวางเส้นทางของลำอนุภาค

UFOs ในที่นี้ไม่ใช่ยานบินของมนุษย์ต่างดาวที่ไหน แต่เป็น "Unidentified Falling Objects" หรือ "อนุภาคที่ตกลงมาจากไหนไม่รู้" (อันนี้เป็นตัวย่อที่ใช้กันจริงๆ ในรายงาน ไม่เชื่อดูได้จากบทความฉบับที่เสนอในงาน IPAC2011 http://accelconf.web.cern.ch/accelconf/IPAC2011/papers/tupc137.pdf)

จากการสังเกตของทีม Tobias Baer พบว่าจุดที่มีปัญหากับ UFOs มากที่สุดสองจุด คือ ขั้วไฟฟ้าที่ใช้เป็นแหล่งกำเนิดโปรตอน กับ แม่เหล็ก MKIs (injector kicker magnets) ทำให้สันนิษฐานได้ว่า UFOs น่าจะเป็นอนุภาคที่มีขั้ว มันถึงได้มีปฏิกิริยากับแหล่งกำเนิดสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก

ตอนนี้ LHC กำลังอยู่ในช่วงพักปรับปรุงเพื่อที่จะเปิดเดินเครื่องด้วยพลังงานที่สูงขึ้นไปอีกในปี 2012 ดังนั้นนี่ก็คงเป็นโอกาสอันดีที่นักวิทยาศาสตร์จะได้ค้นหาว่า UFOs ใน LHC มันคืออะไร และหล่นมาจากไหนกันแน่

ที่มา - Life's Little Mysteries

การตามล่าหาอนุภาค Higgs เข้าสู่โค้งสุดท้าย

การประชุมในกรุงปารีสในวันที่ 18 เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทีมค้นหาจาก ATLAS และ CMS ได้เสนอผลการทดลองการวิเคราะห์ที่เกี่ยวกับมวลของอนุภาค Higgs แล้ว พบว่าช่วงพลังงานที่ตรวจพบนั้นมีช่วงตั้งแต่ 141 ถึง 476 GeV (Giga­Electronvolts) ถ้าเปรียบเทียบกับการวิเคราะห์ข้อมูลในปี 1990s นั้นช่วงพลังงานที่ตรวจพบมีช่วงตั้งแต่ 114-141 GeV เท่านั้น ซึ่งเราน่าจะพบอนุภาค Higgs ในช่วงพลังงานนี้

แต่อย่างไรก็ตามจากข้อมูลล่าสุดในช่วงที่ผ่านมา เรายังต้องตรวจสอบช่วงพลังงานที่อาจลงเหลืออยู่ให้แน่ชัด แต่ถ้าเราตรวจไม่พบอะไรอีก นักฟิสิกส์ก็อาจจะต้องยอมรับว่าอนุภาค Higgs ไม่มีอยู่จริงๆ แต่อย่างไรก็ตามทีมค้นหายังมีความหวังที่จะพบช่วงหลังงานอื่นอีกก่อนที่จะสิ้นเดือนธันวาคมนี้

"เราจะทราบผลภายในเวลาอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้านี้อย่างแน่นอน" Guido Tonelli โฆษกทีม CMS กล่าว

ที่มา: Nature News

OPERA ทดลองอีกรอบเสร็จแล้ว นิวตริโนยังเร็วกว่าแสงเหมือนเดิม

หลังจากการเสนอผลการทดลอง "นิวตริโนเร็วกว่าแสง" เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทีม OPERA (Oscillation Project with Emulsion-Tracking Apparatus) ของ CERN ก็โดนกระแสตอบรับอย่างอ่วมอรทัย ทั้งที่เห็นด้วยและหาช่องจับผิด จนในที่สุด OPERA ต้องชะลอการส่งผลเข้า peer-reviewed journal และขอทำการทดลองใหม่อีกรอบ

การทดลองรอบใหม่ของ OPERA ยังคงรูปแบบไว้ตามเดิม แต่เปลี่ยนช่วงของการยิงลำโปรตอนให้แคบลง จากที่ยิงเป็นจังหวะๆ ละ 10.5 ไมโครวินาที ก็ลดลงให้เหลือแค่ 1-2 นาโนวินาที เพื่อที่จะได้ตรวจสอบเวลาที่นิวตริโนออกจากห้องปฏิบัติการในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และเวลาการมาถึงเครื่องตรวจจับที่ Gran Sasso ในอิตาลี ได้แม่นยำมากขึ้น

การทดลองนี้กินเวลา 10 วัน และตรวจจับเหตุการณ์ลำนิวตริโนได้ 20 ครั้ง (น้อยมากเมื่อเทียบกับการทดลองครั้งแรกที่เก็บข้อมูลเป็นปีๆ และตรวจจับเหตุการณ์ถึง 16,000 ครั้ง) ผลปรากฏว่านิวตริโนก็ยังไปถึงเครื่องตรวจจับเร็วกว่าที่เวลาที่แสงควรจะใช้เดินทาง 60 กว่าๆ นาโนวินาที บวกลบประมาณ 10 นาโนวินาที เช่นเดิม

เมื่อผลการทดลองออกมาเท่าครั้งแรก ทีม OPERA จึงมีมติส่งผลการทดลองเข้า peer-reviewed journal เรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนในทีมจะเห็นด้วย มีสมาชิกถึง 15 คนจากกว่า 180 คนไม่ยอมลงชื่อในบทความวิจัยที่ส่งไปครั้งนี้ เหตุผลหลักคือ การทดลองรอบใหม่ทำให้พวกเขาได้รู้ว่าเครื่องตรวจจับของพวกเขานั้นมีช่วงกว้างของเวลา (time window) ในการรับสัญญาณนิวตริโนถึง 50 นาโนวินาที มากกว่าที่เคยคิดไว้ถึง 5 เท่า แม้เรื่องนี้จะไม่ได้กระทบต่อผลที่ออกมามากนัก แต่สมาชิกที่ไม่ลงชื่อก็มองว่ามันแสดงถึงความบกพร่องในเครื่องมือที่ใช้

แหล่งข่าวระบุว่าตอนนี้ทุกคนในทีม OPERA เพลียกันมาก ไม่ใช่แค่ต้องรับมือกับการตรวจสอบจากนักฟิสิกส์ทั่วโลก ยังต้องมาเถียงกันเองในกลุ่มอีก

Ronald A. J. van Elburg แห่ง University of Groningen ที่เคยบอกว่างานของ OPERA อาจผิดตรงที่ไม่ได้ปรับเวลาของ GPS ให้ดีๆ (ข่าวเก่า 1, 2) ก็ย้ำว่าผลการทดลองอันใหม่นี้ยังคงไม่ได้หักล้างข้อโต้แย้งของเขา

ที่มา - Life's Little Mysteries, New Scientist, ScienceInsider

CERN เตรียมทดสอบการยิงอนุภาคเร็วเหนือแสงอีกครั้ง

การทดลองยิงนิวตริโนที่ได้ความเร็วเหนือแสงสร้างข้อถกเถียงมากมายในวงการฟิสิกส์ จนตอนนี้ทาง CERN ก็เตรียมออกแบบการทดลองใหม่แล้วทดลองซ้ำอีกครั้งเพื่อหาข้อสรุปที่อย่างน้อยก็น่าจะมีข้อสงสัยน้อยลง

การทดลองครั้งแรกนั้นใช้การยิงลำแสงนิวตริโนเป็นเวลา 10 ไมโครวินาที แล้ววัดช่วงเวลาที่ลำแสงไปถึงปลายทางที่อิตาลีในห้วงเวลาที่ปล่อยลำแสง การทดลองใหม่จะปล่อยลำแสงสั้นลงเหลือเพียง 1 ถึง 2 นาโนวินาทีเท่านั้น การวัดจะวัดเวลาที่ลำแสงแต่ละชุดไปถึง อย่างแม่นยำขึ้น

จนถึงตอนนี้มีรายงานทางวิชาการมากกว่า 80 ฉบับเกี่ยวกับการยิงนิวตริโนได้เร็วกว่าแสง โดยส่วนมากเป็นการเสนอวิธีการทดลองที่เชื่อถือได้มากกว่าเดิม และรายงานบางส่วนอ้างว่าพบข้อพกพร่องในการทดลอง

การทดลองที่ได้ผลที่ขัดต่อความรู้เดิมๆ เช่นนี้คงต้องการการตรวจสอบผลอีกหลายต่อหลายครั้งกว่าจะได้รับการยอมรับในวงการ รวมถึงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีโมเดลใหม่ที่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ได้อย่างเป็นระบบ ระหว่างนี้เราคงได้เห็นข่าวกลับไปกลับมากันอีกหลายรอบ ตอนนี้ทีมงานวิจัยด้านการเร่งความเร็วอนุภาคจากญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ก็ประกาศเตรียมการทดลองของตัวเองเพื่อตรวจสอบผลแล้ว ดังนั้นเราจะได้เห็นรายงานทางวิชาการอีกเป็นกระบุงในเร็วๆ นี้แน่นอน

ที่มา - BBC

สรุป 1 เดือนหลังปรากฏการณ์ข่าว "นิวตริโนวิ่งเร็วกว่าแสง": สถานการณ์ยังไม่แน่ชัด, OPERA เริ่มลังเล

เมื่อเดือนที่แล้ว วันที่ 22 กันยายน 2011 ทีม OPERA (Oscillation Project with Emulsion-Tracking Apparatus) ของ CERN ได้เผยแพร่ผลการค้นพบของตัวเองอย่างไม่เป็นทางการลงใน arXiv.org ก่อนจะแถลงอย่างเป็นทางการอีกรอบในวันต่อมา จากนั้นข่าวนี้ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตในวงการวิทยาศาสตร์ บางคนก็วิตกจริตไปใหญ่ กลัวว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลัก (pillar) ของฟิสิกส์ยุคใหม่จะต้องมีอันเป็นไปเสียแล้ว พวกคนที่ดีใจก็แสดงอาการกันออกนอกหน้า จินตนาการเลยเถิดไปจนถึงการสร้างไทม์แมชีนโน่นเลย

การค้นพบของ OPERA นั้นสรุปสั้นๆ ได้ว่า พวกเขาได้ยิงลำนิวตริโนจากห้องทดลองของ CERN ในเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังเครื่องตรวจจับที่ Gran Sasso ในอิตาลี ผลจากการคำนวณปรากฏว่านิวตริโนเดินทางไปถึงก่อนเวลาที่คาดว่าแสงจะต้องใช้เดินทางในสุญญากาศด้วยระยะทางเท่ากันอยู่ประมาณ 60 นาโนวินาที

เวลา 60 นาโนวินาทีอาจจะน้อยมากๆ สำหรับคนทั่วไป แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Theory of Special Relativity) ของไอน์สไตน์มีช่องโหว่หรืออาจถึงขั้นถูกล้มล้างไปเลย เพราะตามทฤษฎีแล้วอนุภาคที่มีมวลไม่ควรเคลื่อนที่ได้เร็วเกินหน้าเกินตาความเร็วแสงในสุญญากาศ แม้นิวตริโนจะมีมวลน้อยนิด แต่มันก็มีมวล

ความเชื่อสั่นคลอน! นักวิทยาศาสตร์พบอนุภาคที่เดินทางได้เร็วกว่าแสง

เท้าความก่อนว่า ในปี 1905 นั้น ไอน์สไตน์ได้เขียนทฤษฎีสัมพัทธภาพอันโด่งดังขึ้นมา โดยใจความหนึ่งของทฤษฎีได้กล่าวไว้ว่า อัตราเร็วของแสงเป็นอัตราเร็วสูงสุด ไม่มีสิ่งใดสามารถเดินทางได้เร็วกว่านี้อีกแล้ว ซึ่งนี่ถือแนวคิดสำคัญที่ทำให้เกิดการวางรากฐานฟิสิกส์ยุคใหม่ จนเกิดทฤษฎีต่างๆ ออกมามากมายเช่น ทฤษฎีควอนตัม ทฤษฎีสตริง ไปจนถึงทฤษฎีแห่งสรรพสิ่ง

แต่แล้วเมื่อวานนี้ นักวิทยาศาสตร์ของ CERN ที่กรุงเจนีวาก็ได้ออกมาประกาศว่า มีการตรวจพบอนุภาคอะตอมย่อย (subatomic particle: อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม เช่น ควาร์ก อิเล็กตรอน นิวตริโน โบซอน) ที่เดินทางได้เร็วกว่าแสง โดยสังเกตจากนิวตริโนที่ถูกยิงออกจากเครื่องเร่งอนุภาคใกล้กรุงเจนิวา ได้เดินทางไปถึงห้องทดลองในอิตาลีที่ห่างออกไป 730 กิโลเมตร โดยใช้เวลาที่น้อยกว่าแสงอยู่ 60 นาโนวินาที จากที่แสงควรจะทำได้ในเวลา 2.4 มิลลิวินาที

ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ที่กรุงเจนีวากำลังขอให้มีการทดลองซ้ำจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง ถ้าการทดลองนี้ได้รับการยืนยันจริง งานนี้คงได้เขียนตำราใหม่หมดยกเล่มแน่ๆ

ทีมา: Reuters, The Telegraph, Daily Mail, Universe Today

อิสราเอลเตรียมเข้าเป็นสมาชิก CERN เต็มตัว

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2011 ที่ประชุมขององค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือ CERN (หรือที่รู้จักกันดีในฐานะองค์การที่คุม LHC; หรือที่รู้จักกันดียิ่งขึ้นไปอีกในสมญา "กลุ่มนักฟิสิกส์ที่จะสร้างหลุมดำมาทำลายล้างโลก") ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้มีมติลงนามในข้อตกลงรับอิสราเอลเข้าเป็นสมาชิกในระดับ Associate Membership

การได้เป็น Associate Member หมายความว่าอิสราเอลจะได้โอกาสเป็นเวลา 2 ปีในการแสดงศักยภาพให้เป็นที่ประจักษ์ หลังจากนั้นในปี 2013 สถานะสมาชิกภาพของอิสราเอลก็จะถูกประเมินอีกครั้งว่าผ่านมาตรฐานการเป็นสมาชิกเต็มตัว (Full Membership) หรือไม่ (โอกาสผ่านมีสูงกว่าไม่ผ่านเยอะ)

อิสราเอลเข้าร่วมเป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ (Observer) ของ CERN มาตั้งแต่ปี 1991 และก็ให้การสนับสนุน CERN เป็นอย่างดีมาโดยตลอด (ทั้งทางด้านการเงินและการวิจัย) จนเมื่อปี 2009 ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้สังเกตการณ์พิเศษ มีสิทธิ์เข้าร่วมในการประชุมพิเศษๆ โดยเฉพาะวาระที่เกี่ยวกับ LHC (แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน)

ข่าวหลายสำนักรายงานว่าในตอนแรกมีหลายประเทศสมาชิกออกเสียงคัดค้านการรับอิสราเอลเข้าเป็นสมาชิก Associate Member โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรและสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับประเด็นทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ แต่ตัวแทนของทั้ง CERN และอิสราเอลยืนยันว่านักวิจัยชาวอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์ (และชาวอาหรับอื่นๆ) สามารถทำงานร่วมกันได้ ที่ผ่านมานักวิจัยชาวอิสราเอลที่ CERN ก็ทำงานร่วมกับนักศึกษาปาเลสไตน์อยู่บ่อยครั้ง มันเป็นจุดประสงค์ของ CERN อยู่แล้วที่จะเป็นศูนย์กลางชุมชนนักวิทยาศาสตร์โดยปราศจากประเด็นเรื่องการเมือง

ถ้าหากอิสราเอลได้เป็นสมาชิกเต็มตัวในปี 2013 ก็จะถือเป็นสมาชิกลำดับที่ 21 และเป็นสมาชิกชาติแรกที่ไม่ใช่ชาติยุโรป (ก่อนหน้านี้ตำแหน่งว่าที่สมาชิกลำดับที่ 21 เป็นของประเทศโรมาเนียซึ่ง CERN รับเข้าเป็น Candidate for Accession มาตั้งแต่ปี 2010 แล้ว แต่ว่าโรมาเนียต้องอยู่ในช่วงดูผลงานเป็นเวลา 5 ปี กว่าจะได้เป็นสมาชิกเต็มตัวก็ต้องรอถึงปี 2015 เป็นอย่างน้อย) รายชื่อของประเทศสมาชิกทั้ง 20 ประเทศในปัจจุบันสามารถดูได้จาก http://international-relations.web.cern.ch/International-Relations/ms/

ค่าธรรมเนียมสมาชิกภาพรายปีของ CERN ตกอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านสวิสฟรังก์ (ประมาณ 3.47 หมื่นล้านบาท) ฉะนั้นในฐานะของ Associate Member อิสราเอลก็ต้องจ่ายเงิน 25% ของจำนวนนี้เข้า CERN ด้วย (รู้สึกว่าการจ่ายค่าธรรมเนียมสมาชิกก็มีผลต่อการประเมินในอีกสองปีข้างหน้าพอสมควร)

ที่มา - CERN Press Release, PhysOrg, ScienceInsider

Syndicate content