Bacteria

งานวิจัยชี้โรคอ้วน 'แพร่เชื้อ' ได้ในหนูทดลอง

เคยมีการศึกษาก่อนหน้าที่แสดงให้เห็นว่าโรคอ้วน (obesity) สามารถแพร่กระจายในหมู่เพื่อนฝูงได้ เนื่องจากคนที่สนิทกันมักจะปรับตัวให้มีพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน แต่ทีมวิจัยที่นำโดย Richard Flavell แห่ง Yale School of Medicine ค้นพบว่าแบคทีเรียมีส่วนในการแพร่โรคอ้วนจากหนูตัวหนึ่งไปยังสู่เพื่อนหนูในกรงเดียวกันได้

การค้นพบนี้มาจากการทดลองกับหนูทดลองที่ถูกนักวิจัยดัดแปลงให้มีความผิดทางระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดเป็นโรคที่เรียกว่า "Non-alcoholic fatty liver disease" (NAFLD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของกระบวนการเมตาบอลิซึมที่ตับ หนูที่เป็น NAFLD จะมีไขมันสะสมในตับและพัฒนาเป็นโรคอ้วน เมื่อจับหนู NAFLD อยู่กับหนูปกติที่มีน้ำหนักตัวปกติ ปรากฏว่าหนูปกติเกิดอาการของ NAFLD ขึ้นมาและกลายเป็นหนูอ้วน

นักวิทยาศาสตร์ค้านแบคทีเรียกินสารหนูไม่มีจริง

เชื่อว่าผู้อ่านในที่นี้คงจะดูหนังไซ-ไฟที่กล่าวถึงเอเลี่ยนกันมาบ้าง ในสภาวะที่บรรยากาศแตกต่างไปจากโลกของเรา เอเลี่ยนที่เราจินตนาการถึงมักจะมีวิวัฒนาการแตกต่างไปจากเราที่เป็นสิ่งมีชีวิตพื้นฐานจากไฮโดรคาร์บอน เช่น มีซัลเฟอร์เป็นพื้นฐานจากเรื่อง STAR GATE

ในขณะที่นักเขียนก็จินตนาการกันอย่างแซ่บเวอร์ไปนั้น ฟากฝั่งนักวิทยาศาสตร์เองก็กำลังค้นคว้าหาความเป็นไปได้อย่างมืดสิบห้าด้าน

คงต้องยกเว้นไว้ด้านหนึ่งเพราะนอกจากไฮโดรเจน และคาร์บอนแล้ว ฟอสฟอรัสยังเป็นอีกธาตุหนึ่งที่จำเป็นต่อชีวิตอีกด้วย ซึ่งก็รู้กันมานานแล้ว

แต่แล้วเมื่อปี 2010 ประชาคมทางวิทยาศาสตร์ก็ต้องตะลึงกับการค้นพบแบคทีเรียนามว่า GFAJ-1 ที่สามารถใช้ธาตุอาร์ซีนิก (As) แทนที่ธาตุฟอสฟอรัสใน DNA ข่าวเก่า - นักวิทยาศาสตร์ NASA เจอแบคทีเรียที่กินสารหนูเป็นอาหาร

ไม่ตะลึงได้อย่างไรก็เป็นที่ทราบกันดีกว่า ธาตุอาร์ซีนิค หรือ คนไทยรู้จักกันดีในนามว่า สารหนู นั้น ถือว่าเป็นธาตุที่เป็นพิษต่อสิง่มีชีวิตส่วนใหญ่ในโลกนี้ คนไทยก็เลยหัวใสเอาไปให้อีหนูกันบ่อยๆ

แบคทีเรีย Helicobacter pylori อาจช่วยป้องกันท้องร่วง

Helicobacter pylori เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร นักวิทยาศาสตร์รู้มานานหลายปีแล้วว่า H. pylori เป็นตัวการที่ทำให้เกิดแผลอักเสบติดเชื้อในกระเพาะและก่อให้เกิดโรคกระเพาะ (นักวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันความสัมพันธ์ของ H. pylori กับโรคกระเพาะได้รับรางวัลโนเบลในปี 2005)

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของ H. pylori ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในวงวิขาการ งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นถึงผลเสียต่างๆ ชอง H. pylori เช่น แผลอักเสบ เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร อาการขาดธาตุเหล็ก เป็นต้น แต่ทีมวิจัยที่นำโดย Dani Cohen แห่ง Tel Aviv University จากประเทศอิสราเอล ค้นพบว่า แบคทีเรีย H. pylori ก็อาจมีข้อดีได้เหมือนกัน

จากการศึกษาอาการท้องร่วงในทหารอิสราเอล 595 นาย ในจำนวนนี้มี 1 ใน 3 ที่รายงานว่ามีอาการท้องร่วงขณะดำเนินภารกิจภาคสนาม คนที่เป็นท้องร่วง 32-36% มีการติดเชื้อ H. pylori เรื้อรัง ขณะที่ในกลุ่มทหารที่ไม่เป็นท้องร่วง มีถึง 56% ที่ติดเชื้อ H. pylori

เมื่อคำนวณจากข้อมูลนี้ นักวิจัยพบว่าการติดเชื้อ H. pylori ลดความเสี่ยงอาการท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Shigella และเชื้ออื่นๆ ได้ถึง 60%

นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า H. pylori คงสร้างสภาวะกรดทำให้แบคทีเรียอื่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ หรือ H. pylori คงจะเป็นตัวกระตุ้นในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานตลอดเวลา ทำให้การติดเชื้อแบคทีเรียอื่นลดลงไปโดยปริยาย

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Infectious Diseases doi: 10.1093/cid/cir916

ที่มา - Medical Xpress

ฉี่...พลังงานทางเลือก?

เมื่อประมาณคริสตทศวรรษที่ 1990 นักชีววิทยาได้ค้นพบแบคทีเรียชนิดใหม่ที่สามารถออกซิไดส์แอมโมเนียให้กลายเป็นก๊าซไนโตรเจนได้ภายใต้สภาวะที่ไม่มีอ๊อกซิเจน (anaerobic condition) ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความน่าตื่นเต้นในวงการวิทยาศาสตร์ เพราะก่อนหน้านั้นไม่เคยมีใครคิดว่าปฏิกิริยานี้จะเกิดในสิ่งมีชีวิตได้

แต่สำหรับคนธรรมดาฟังดูก็ไม่น่าตื่นเต้นเท่าไร ใช่มั้ยครับ? ถ้าอย่างนั้นผมพูดให้มันตื่นเต้นหน่อยแล้วกัน
"รู้มั้ย...มีแบคทีเรียที่สามารถเปลี่ยนฉี่ (ในฉี่มีแอมโมเนีย) ให้กลายเป็นไนโตรเจนและเชื้อเพลิงที่ใช้ขับเคลื่อนจรวดได้!!"

แบคทีเรียนั้นมีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า anammox ตามชื่อปฏิกิริยา anammox (anaerobic ammonium oxidation) ที่เกิดขึ้นในตัวมัน และสารเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการก็คือ ไฮดราซีน (hydrazine) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ NASA ใช้ในการขับเคลื่อนจรวดขึ้นไปบนอวกาศ (อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ anammox ได้จากวิชาการ.คอม)

เมื่อเร็วๆ นี้ทีมวิจัย Mike Jetten แห่ง Radboud University Nijmegen ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้รายงานว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการอธิบายกลไกการทำงานของปฏิริยา anammox ในแบคทีเรียได้ และตีพิมพ์ลงเป็นจดหมายในวารสาร Nature

เป็นที่น่าเสียดายว่าผลในตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเร่งปฏิกิริยาจนสามารถผลิตจรวดพลังงานฉี่ได้ แต่นี่ก็เป็นขั้นเริ่มต้นการพัฒนาพลังงานทางเลือกอีกทาง

ปัจจุบัน แบคทีเรีย anammox ก็ถูกใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียหลายแแห่งแล้ว ข้อได้เปรียบสุดยอดก็คือมันสามารถกำจัดแอมโมเนียในน้ำได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยการปั๊มอ๊อกซิเจนเข้าไปตลอดเวลา

ที่มา - PhysOrg

แบคทีเรียในกระเพาะอาหารแอบทำลาย DNA ในเซลล์มนุษย์

Helicobacter pylori ไม่ใช่ชื่อเฮลิคอปเตอร์รุ่นใหม่ที่กองทัพไทยจะซื้อเอามาร่อนตกเล่นที่ไหนอีก แต่เป็นชื่อของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของมนุษย์ แบคทีเรียตัวนี้เป็นสาเหตุหลักของโรคกระเพาะและมะเร็งในกระเพาะอาหาร (gastric cancer)

ทีมวิจัยที่นำโดย ศ. Anne Müller และ ศ. Massimo Lopes แห่งมหาวิทยาลัยซูริค ได้ค้นพบว่าวิธีเบื้องหลังที่แบคทีเรีย H. pylori ใช้ชักจูงเซลล์ดีๆ ให้แปรพักตร์กลายเป็นเซลล์มะเร็ง คือ H. pylori สามารถทำลาย DNA ของเซลล์ที่มันเข้าไปสิงอาศัยอยู่ได้

การทดลองครั้งนี้ทำกับเซลล์มนุษย์และเซลล์สัตว์ในหลอดทดลอง (in vitro) ความเสียหายของ DNA อาจมากถึงขั้นที่ว่า DNA ทั้งสองสายในเกลียวคู่แตกหักจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ ทีมวิจัยนี้ได้ข้อสรุปจากผลการทดลองว่าอัตราความถี่และความรุนแรงของความเสียหายขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและระยะเวลาของการติดเชื้อแบคทีเรีย

เซลล์ที่ DNA ถูกทำลายอย่างหนักมีชะตาชีวิตให้เลือกไม่กี่ทาง ถ้าไม่ตายหรือก็กลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็ง ผลการทดลองนี้ก็สอดคล้องกับผลการวิจัยก่อนหน้าที่ชี้ให้เห็นว่าจีโนมของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารนั้นไม่เสถียร มีอัตรากลายพันธุ์ค่อนข้างสูง

ที่มา - Medical Xpress

เก็บเนื้อสดนานสามปีโดยไม่พึ่งตู้เย็น

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตู้เย็นแพร่หลายมากมาจนปัจจุบันก็คือมันช่วยเก็บรักษาความสดใหม่ของอาหารได้นานกว่าปกติมาก

การเน่าเสียของเนื้อเกิดขึ้นโดยผู้ร้ายอย่างเชื้ออีโคไลและแลคโตบาซิลลัสที่รู้จักกันดี ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยพยายามรักษาเนื้อด้วยสารประกอบต่อต้านแบคทีเรียอย่างไนซิน (nisin) มาแล้ว แต่มันมีผลกับแบคทีเรียชนิดที่ติดสีแกรมบวก (positive-gram) เช่นแลคโตบาซิลลัสเท่านั้น ส่วนชนิดที่ติดสีแกรมลบ (negative-gram) อย่างอีโคไลและอื่น ๆ ก็ยังคงทำให้เนื้อเน่าเสียได้อยู่ดี

นักวิทยาศาสตร์พบวิธีแฮ็กรหัสแห่งชีวิต

ข้อมูลพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ถูกเก็บอยู่ในรูปของรหัสเบส 3 ตัวอักษรบนสาย DNA หรือ RNA ที่เรียกกันว่า "codon" โดยแต่ละ codon ก็จะแทนความหมายถึงกรดอะมิโนตามธรรมชาติทั้ง 20 ตัว ลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตก็ถูกบงการโดยโปรตีนที่ถอดรหัสมาจากรหัสเหล่านี้

ในทุกวันนี้ สิ่งที่พันธุวิศวกรรมทำก็เพียงแค่ตัดต่อหรือเพิ่มลดยีนเท่านั้น การแปลรหัสยังคงอยู่บนพื้นฐานตามธรรมชาติ แต่ทีมวิจัยที่นำโดย Farren Isaacs แห่ง Yale University ได้คิดค้นเทคนิคใหม่ในการ "แฮ็ก" รหัสแห่งชีวิตที่เปิดช่องทางให้การแปลรหัสรูปแบบใหม่และอาจจะนำไปสู่การผลิตโปรตีนจากกรดอะมิโนสังเคราะห์ที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ

เล่นงานตรงจุดอ่อน ยาปฏิชีวนะแนวใหม่

แบคทีเรียรู้จักรีไซเคิล RNA ของตัวเองโดยการ แบ่งมันออกเป็นส่วน ๆ แล้วต่อขึ้นมาใหม่ การทำเช่นนี้ทำให้มันดื้อต่อยาปฏิชีวนะอยู่เรื่อย ๆ แต่จากการศึกษาแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ของกลุ่มนักวิจัยที่ทำโดยคุณพอล ดันแมน (Paul Dunman) แห่งมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ในเมืองนิวยอร์กได้พบว่า จะมียีนส์ตัวหนึ่งที่ทำงานมากกว่าปกติเมื่อแบคทีเรียรีไซเคิล RNA ถ้าหยุดยีนส์ RnpA ตัวนี้ได้ การรีไซเคิลก็จะหยุดลง

ถ้าแบคทีเรียไม่สามารถรีไซเคิล RNA ได้จะทำให้มันเสียพลังงานเปล่า เพราะสร้างโปรตีนที่ไม่มีประโยชน์ขึ้นมา นอกจากนี้อาจจะทำให้สร้างโปรตีนไม่ได้ เพราะไม่มีวัตถุดิบตามที่เขียนไว้ใน RNA การทำงานทั้งหมดของเซลล์จะหยุดลงทันที ดังนั้น ถ้าเราหาสารประกอบ หรือสารเคมีอะไรที่หยุดการทำงานนี้ได้ มันก็จะเป็นยาปฏิชีวนะได้เหมือนกัน

จาการตรวจสอบสารประกอบกว่า 30,000 ตัวพบว่า RNPA1000 สามารถที่จะทำลายเซลล์แบคทีเรีย S. aureus (MRSA) ที่ดื้อยาเมทิซิลลิน (Methicillin) ทั้ง 12 สายพันธุ์ได้ทั้งหมด รวมทั้งแบคทีเรียแกรมบวกที่ดื้อยา อย่าง Streptococcus pneumoniae, S. pyogenes และ Enterococcus faecium ที่ก่อให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ รวมไปถึงโรคติดเชื้อที่หัวใจได้อีกด้วย

พวกเขาได้ลองใช้ RNPA1000 กับหนูที่ติดเชื้อ S. aureus พบว่าหนูที่ได้รับยาครึ่งหนึ่งสามารถหายจากการติดเชื้อ ในขณะหนูที่ไม่ได้รับยาทำไม่ได้ ส่วนในการทดลองกับเซลล์ของมนุษย์พบว่า หากได้รับ RNPA1000 มากเกินไปจะเป็นพิษต่อเซลล์ ดังนั้นพวกเขาต้องหาปริมาณที่เหมาะสมกันต่อไป

แม้ว่าแบคทีเรียจะสามารถดื้อต่อ RNPA1000 ได้เหมือนยาปฏิชีวนะทั่วไป โอกาสที่เป็นไปได้ (ในห้องทดลอง) นั้นน้อยมาก

นอกจากนี้เขายังแสดงให้เห็นว่า RNPA1000 นั้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ในท้องตลาดได้อีกด้วย แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าทำได้อย่างไรก็ตาม

ที่มา: ScienceNOW

เรากำลังโดนแบคทีเรียขโมยข้อมูล

งานนี้แอนตี้ไวรัสหรือไฟร์วอลล์ก็ช่วยไม่ได้ เพราะข้อมูลที่ถูกขโมยไม่ไช่ข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ (ถ้าเป็นเรื่องคอมพิวเตอร์ก็ต้องลง Blognone สิเนอะ) แต่เป็นข้อมูลพันธุกรรม จารชนตัวร้ายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เรารู้จักคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดี เพราะมันคือแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งมีอาชีพหลัก คือ ทำให้เกิดโรคหนองใน (gonorrhea) ในมนุษย์ จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะค้นพบว่าเจ้าแบคทีเรียหนองในนี้ยังมีอาชีพเสริมแอบขโมยชิ้นส่วน DNA ของมนุษย์อีกด้วย

หลักฐานคาหนังคาเขาชิ้นแรกมาจากห้องทดลองที่ Broad Institute ในเมืองแคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา นักวิจัยที่นั่นพบว่า 3 จาก 14 ของเชื้อ N. gonorrhoeae ที่เลี้ยงไว้มีชิ้นส่วน DNA อันหนึ่งที่มีลำดับเบสตรงกับลำดับเบสของ L1 DNA ของมนุษย์ ต่อมาอีกทีมวิจัยที่นำโดย Mark Anderson แห่ง Northwestern University ก็รายงานผลว่า N. gonorrhoeae ที่เพาะเลี้ยงไว้มากถึง 11% มีชิ้นส่วน DNA มนุษย์อยู่เช่นกัน

และเมื่อทีมวิจัยของ Northwestern University เอาเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis (แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบ meningitis) มาส่องดูบ้าง กลับไม่พบว่ามี DNA มนุษย์ปะปนอยู่แต่อย่างใด ดังนั้นพวกเขาจึงสรุปว่าแบคทีเรียหนองในคงจะผันตัวเองมาเป็นจารชนเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจาก N. gonorrhoeae กับ N. meningitidis มีความใกล้ชิดกันมาก เพิ่งจะแยกสายวิวัตฒนาการออกจากกันไม่นาน (ถ้าได้ยินนักชีววิทยาพูดคำว่า "ไม่นาน" ในเรื่องวิวัฒนาการ ขอให้เข้าใจตรงกันว่า เวลาหนึ่งพันปี หนึ่งหมื่นปี หรือหนึ่งแสนปี ก็ถือว่าไม่นาน)

นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าชิ้นส่วน DNA ที่แบคทีเรียขโมยออกมาอาจจะช่วยให้แบคทีเรียสามารถพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น ส่วนเรื่องที่ว่ามันจะช่วยได้จริงหรือไม่? และถ้าจริง มันทำได้อย่างไร? ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด ต้องรอการศึกษาต่อไป

หรือไม่แน่ มันอาจจะเอาข้อมูลของเราไปขายให้บริษัทส่ง spam mail ก็ได้ ใครจะไปรู้ ^.^

ที่มา - Science Daily

รู้จักกับเกษตรกรตัวเล็กที่สุดในโลก

ถ้าคุณคิดว่า มดเป็นเกษตรกรตัวเล็กที่สุด เราขอบอกให้รู้ว่ามันไม่ใช่เสียแล้ว ตอนนี้มดเสียตำแหน่งนี้ให้กับ อะมีบา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการค้นพบของคุณเดบรา บรอค (Debra Brock) นักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยสาขาที่เกี่ยวกับนิเวศน์วิทยา และชีววิทยา ของมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) ในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส

เมื่อถิ่นที่อยู่ของอะมีบา D. discoideum หมดความอุดมสมบูรณ์มันจะดึงแขนที่แยกออกไปกลับมา ดูดแบคทีเรียมาแบกไว้ แล้วก็เดินด้วยขาเทียมไปหาที่อยู่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า (วิดีโอ)

คุณบรอค ใช้เวลาอยู่ในห้องทดลอง เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาระบบโครงสร้างสิ่งมีชีวิต เธอศึกษาตัวอะมีบา D. discoideum ที่อยู่ในป่า ตอนที่เห็นการสร้างสปอร์ของอะมีบาเป็นครั้งแรก เธอแปลกใจมากที่เห็นแบคทีเรียเกาะอยู่กับสปอร์นั้นด้วย

ตอนแรกเธอไม่แน่ว่ามันเป็นแบคทีเรียหรือเปล่า แต่พอเอาสปอร์ที่อยู่ภายในตัวอะบีมาออกมาวางไว้บนถาดเพาะเชื้อ ก็พบว่ามันเป็นแบคทีเรียจริง ๆ ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อพิสูจน์ว่าอะมีบาพวกนี้ไม่ได้ติดเชื้อ เธอจึงจับเอาอะมีบาที่ไม่ได้มีแบคทีเรียเกาะอยู่ มาวางไว้บนถาดที่มีแบคทีเรีย ก็เห็นว่ามันเก็บรวบรวมแบคทีเรียเหล่านี้ด้วยตัวมันเอง

ในการทดลองอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่า อะมีบามันจะแบกแบคทีเรียเหล่านี้ไปยังที่อยู่ใหม่ของมัน หว่านแบคทีเรียไปทั่ว ๆ รอให้มันโต แล้วก็จับมันกิน

แต่เธอก็พบว่า ไม่ใช่ว่าอะมีบาสายพันธุ์นี้ทุกตัวจะทำตัวเป็นเกษตรกร และเธอยังพบอีกว่า ถ้าในสถานที่นั้นไม่มีแบคทีเรีย อะมีบาที่รู้จักการกสิกรรมจะอ้วนท้วนสมบูรณ์ดี แต่ในสถานที่ที่มีแบคทีเรียอยู่แล้ว มันไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ซึ่งต่างจากตัวที่ไม่ได้เป็นเกษตรกรที่สมบูรณ์กว่า ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่า มันหยุดกินก่อนที่แบคทีเรียจะหมดไปก็เป็นได้

มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่รู้จักการกสิกรรม เช่น มดกัดใบ หรือหอยทากบางชนิตที่รู้จักเลี้ยงเชื้อรา ปลาที่รู้จักดูแลสาหร่าย อะมีบาเป็นจุลินทรีย์พวกแรกที่ค้นพบว่า มันรู้จักการกสิกรรม แม้ว่ามันจะไม่ชำนาญเท่ามดกัดใบ ที่รู้จักกำจัดปรสิต รดน้ำ ใส่ปุ๋ยเชื้อรา และดูแลของมันเป็นอย่างดี ในขณะที่อะมีบาไม่รู้จักที่จะทำแบบนั้น

ที่มา: sciencemag.org

Syndicate content