ดาวเหนือ (หรือที่นักดาราศาสตร์เรียกว่า "Polaris") เป็นหนึ่งในดาวฤกษ์ที่มนุษย์คุ้นเคยมากที่สุด ทีมนักดาราศาสตร์ที่นำโดย Hilding Neilson แห่ง University of Bonn ในเยอรมนี รายงานผลวิเคราะห์อันน่าตะลึงลงในวารสาร The Astrophysical Journal Letters (DOI:10.1088/2041-8205/745/2/L32) ว่า ดาวเหนือที่เราเห็นในทุกวันนี้กำลังค่อยๆ สูญเสียมวลไปทุกปี
ทีมของ Hilding Neilson ประเมินมวลของดาวเหนือด้วยวิธีการคำนวณจากจังหวะการส่องแสงของดาวฤกษ์ ปกติดาวฤกษ์ทั่วไปจะมีช่วงส่องแสงสว่างมากหน่อยกับช่วงที่สว่างน้อยหน่อยสลับกันไปวัฏจักร ดาวเหนือเองก็มีคาบสว่างมาก-สว่างน้อยอยู่ที่ประมาณ 4 วันต่อหนึ่งรอบ ทั้งนี้เนื่องจากขณะที่แรงดึงดูดของดาวดึงมวลก๊าซเข้าหาจุดศูนย์กลางดาวนั้น เปลือกภายนอกของดาวก็จะทึบขึ้น จึงทำให้แสงดาวดูมืดลงไปนิดหน่อย แต่พอมวลก๊าซหนาแน่นขึ้น ใจกลางดาวก็ร้อนขึ้น ผลักมวลก๊าซร้อนๆ ออกมาข้างนอก เปลือกดาวก็จะขยายตัวโปร่งใสขึ้นมา เราจึงเห็นแสงของดาวสว่างขึ้นอยู่พักหนึ่งจนกระทั่งแรงดึงดูดดึงมวลก๊าซเข้าไปอีก วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คล้ายกับว่าดาวฤกษ์กำลังหายใจ (อย่าสับสนกับ "การกระพริบของดาวบนท้องฟ้า" อันนั้นเกิดจาก ดวงดาวส่งสัญญาณบอกรักดวงจันทร์ เอ๊ย กระแสอากาศในชั้นบรรยากาศโลกที่ไม่นิ่ง แสงของดาวจึงถูกหักเหสะบัดไปมา)
ผลจากการเอาข้อมูลตั้งแต่ปี 1844 จนถึงปัจจุบันมาวิเคราะห์ Hilding Neilson พบว่าคาบสว่างมาก-สว่างน้อยของดาวเหนือนานขึ้น 4.5 วินาทีทุกๆ ปี เมื่อประกอบกับสมมติฐานว่าดาวเหนือเป็นดาววัยกลางคนที่เริ่มเผาเชื้อเพลิงฮีเลียมแล้ว ปรากฏการณ์นี้จะแปลผลได้ว่า ในทุกๆ ปี ดาวเหนือจะมีมวลลดลง 0.00001% หรือเทียบเท่าได้กับมีมวลหายไปประมาณมวลของโลกหนึ่งใบ

