Astronomy

ดูดาวที่ไหนสวยที่สุด? ขั้วโลกใต้

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดบนพื้นผิวโลกสำหรับการดูดาว จุดนี้ถูกเรียกว่า Ridge A และอยู่ห่างจากขั้วโลกใต้ไป 600 ไมล์

ข้อดี Ridge A มีมากมาย ทั้งเรื่องเมฆหมอก ความชื้น ท้องฟ้ามืดสนิท และความปั่นป่วนของบรรยากาศที่น้อยกว่าที่อื่นมาก มีการประเมินว่าภาพถ่ายอวกาศจาก Ridge A จะมีคุณภาพดีกว่าภาพจากจุดที่ดีที่สุดในปัจจุบันถึง 3 เท่าตัว อย่างไรก็ตาม Ridge A มีปัญหาอย่างแรงครับ เพราะสภาพของมันนั้นมนุษย์อาศัยอยู่ไม่ได้ และยังไม่เคยมีมนุษย์คนไหนไปเหยียบ Ridge A ได้เลย

เมื่อมนุษย์ไปไม่ได้ ทำยังไงกันดีล่ะ? คำตอบก็ง่ายมาก ส่งหุ่นยนต์ไปนั่นเอง ตอนนี้บริเวณใกล้ๆ Ridge A มีจุดที่เรียกว่า Dome A ซึ่งมีหุ่นยนต์ทำหน้าที่คอยเฝ้ามองท้องฟ้า ชื่ออย่างเป็นทางการของมันคือ PLATeau Observatory (PLATO) โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างจีนกับออสเตรเลีย เริ่มปฏิบัติงานเมื่อเดือนมกราคม 2008 และเก็บข้อมูลท้องฟ้าโดยไม่ต้องมีมนุษย์ประจำอยู่

มนุษย์ที่อยู่ใกล้ PLATO ที่สุด ห่างออกไป 600 ไมล์ และมันสามารถทำงานได้ 200 วันโดยไม่ต้องมีใครคุม การส่ง PLATO ไปที่จุด Dome A ต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์จากชายฝั่งของทวีปแอนตาร์กติกา และมีค่าใช้จ่ายตกกิโลกรัมละ 10 ดอลลาร์ รวมกันก็หลายล้านบาทไทย

ที่มา - Wired

ค้นพบ Blackhole แบบใหม่

ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์เคยค้นพบหลุมดำแค่ 2 ขนาดเท่านั้น คือ เล็กจิ๋วกับใหญ่สุดๆ และถึงแม้ว่าจะมีสมมติฐานมานานว่าควรจะมีหลุมดำขนาดกลางๆ ด้วย แต่ก็เพิ่งมาค้นเจอกันช่วงนี้

นักดาราศาสตร์จาก Centre d?Etude Spatiale des Rayonnements ในฝรั่งเศสได้ค้นพบหลุมดำขนาดกลาง มีมวลประมาณ 500 เท่าของดวงอาทิตย์ อยู่ห่างออกไปจากโลก 290 ล้านปีแสง การค้นพบครั้งนี้น่าจะช่วยให้เราเข้าใจต้นกำเนิดของหลุมดำขนาดใหญ่ยักษ์ ซึ่งอยู่ใจกลางกาแลกซีทางช้างเผือก และมีมวลประมาณหลายพันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ (รู้จักกันในชื่อ Sagittarius A*)

ส่วนหลุมดำขนาดเล็กมีมวลประมาณ 3-20 ของดวงอาทิตย์ เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์ นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่าหลุมดำขนาดยักษ์อาจเกิดจากหลุมดำขนาดกลางๆ หลายอันมารวมกัน

ที่มา - Wired

เด็กอายุ 14 โดนอุกกาบาตตกใส่แต่รอดชีวิต

Gerrit Blank นักเรียนมัธยมในเยอรมนีอายุ 14 ขวบกำลังเดินไปโรงเรียนตอนเช้า เขาเห็น "บอลแสง" ตกลงมาจากท้องฟ้า ปรากฎว่ามันเป็นหินอุกกาบาตขนาดเท่าเมล็ดถั่ว ซึ่งวิ่งมาชนที่มือของ Gerrit ก่อนจะตกลงพื้น สร้างรูใหญ่ขนาดรอยเท้ามนุษย์

Gerrit รอดชีวิตจากอุกกาบาตอย่างปาฏิหาริย์ (โอกาสรอด 1 ในล้าน) อย่างไรก็ตามมือของเขาเป็นแผลยาว 3 นิ้ว เขาเล่าว่าเห็นแสงสว่างขนาดใหญ่ลอยมา และรู้สึกเจ็บปวดที่มือ หลังจากนั้นมีเสียงดังเหมือนฟ้าผ่าจนทำให้หูของเขาสั่นไปอีกเป็นชั่วโมง

นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบหินอุกกาบาตแล้ว และดูจากสภาพทางเคมีสามารถยืนยันได้ว่ามันมาจากนอกโลกแน่นอน

อุกกาบาตตกใส่คนนั้นเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะว่ามักจะโดนความร้อนจนระเหิดไปก่อน ครั้งที่แล้วที่มีการบันทึกไว้เกิดขึ้นในปี 1954 โดยมีแม่บ้านในสหรัฐคนหนึ่งโดนอุกกาบาตตกใส่บริเวณสะโพก ส่วนกรณีที่อุกกาบาตตกใส่ใกล้ๆ ตัวแต่ไม่โดนตัวมีมากกว่านั้น ที่มีการบันทึกไว้เกิดขึ้น 25 ครั้งในระหว่างปี 1860-1990

ที่มา - Telegraph, Wired

คนตั้งชื่อดาวพลูโต เสียชีวิตแล้ว

ดาวเคราะห์แคระพลูโต (หรือเดิม "ดาวพลูโต") ถูกค้นพบในปี 1930 และถูกตั้งชื่อโดยเด็กผู้หญิงชาวอังกฤษชื่อ Venetia Burney ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 11 ปี

ในวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา Venetia Phair (นามสกุลหลังแต่งงาน) ได้เสียชีวิตลงแล้วที่เมือง Banstead ประเทศอังกฤษด้วยอายุ 90 ปี

ตำนานการตั้งชื่อ "พลูโต" นี้เกิดจากเธอกินข้าวเช้ากับแม่และตาซึ่งเป็นอดีตบรรณารักษ์ของห้องสมุดในมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด คุณตาเล่าข่าวการค้นพบดาวพลูโต (ซึ่งปรากฎตัวในทางทฤษฎีมาตั้งแต่ปี 1906 แล้วแต่ยังไม่มีใครถ่ายภาพออกมาได้) ให้เธอฟัง และถามเธอว่ามันควรจะมีชื่อ เมื่อชื่อ "พลูโต" ปิ๊งออกมาจากหัวของเธอ เรื่องก็เริ่มขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ตาของเธอได้เสนอชื่อนี้ให้เพื่อนนักดาราศาสตร์ที่อ็อกซฟอร์ดฟัง ซึ่งนักดาราศาสตร์คนนี้ก็ได้เสนอต่อที่ประชุมนักดาราศาสตร์ของอังกฤษอีกทอดหนึ่ง ชื่อคู่แข่งอื่นๆ ได้แก่ Kronos, Minerva, Zeus, Atlas, Persephone, Onehtn เป็นต้น แต่สุดท้ายแล้วชื่อพลูโตชนะการโหวตด้วยเหตุผลที่ว่า อักษรสองตัวแรก (PL) เป็นตัวย่อของ Percival Lowell ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งหอดูดาวที่ค้นพบดาวพลูโตเป็นที่แรก

ตระกูลนี้ยังประสบความสำเร็จในการตั้งชื่อดาวอีกครั้ง โดยน้องชายของคุณตาบรรณารักษ์คนนี้ เป็นคนตั้งชื่อดวงจันทร์ Phobos และ Deimos ของดาวอังคาร

ที่มา - New York Times

"จักรวาล" อาจมี "รสชาติ" เหมือนราสเบอร์รี

นักวิจัยจาก Max Planck Institute for Radio Astronomy ในเมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี ได้ศึกษาว่าในจักรวาลมีกรดอะมิโน (ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต) มากแค่ไหน

ผลการทดลองครั้งนี้ล้มเหลว หากรดอะมิโนไม่เจอ แต่ดันไปเจออย่างอื่นแทน นั่นคือสารเคมี ethyl formate ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดรสของราสเบอร์รี!!!

การทดลองนั้นใช้กล้องโทรทัศน์ IRAM ในสเปน ดูการแผ่รังสีของดาวเกิดใหม่ในเขต Sagittarius B2 การแผ่รังสีนี้จะถูกดูดซับโดยกลุ่มเมฆที่อยู่ใกล้ๆ และกลุ่มเมฆจะแผ่รังสีเด้งที่สองออกมา แต่คราวนี้จะแผ่รังสีอะไรนั้นขึ้นอยู่กับว่า กลุ่มเมฆนั้นมีสารอะไรอยู่บ้าง

นอกจากค้นพบว่าในกลุ่มเมฆมี ethyl formate ยังเจอสาร propyl cyanide ซึ่งเป็นพิษต่อมนุษย์อีกด้วย ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบโมเลกุลอีกหลายชนิด แต่สองอย่างนี้ถือว่ามีขนาดของโมเลกุลใหญ่ที่สุดที่เคยเจอ

ส่วนมันจะมีรสเหมือนราสเบอร์รีจริงๆ หรือไม่ ต้องลองไปชิมดูถึงจะรู้!

ที่มา - Telegraph

ภาพหายาก: ดาวเสาร์และดวงจันทร์ทั้งสี่

ภาพหายากจากกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลครับ โดยมันคือดาวเสาร์พร้อมกับดวงจันทร์ 4 ดวงโคจรมาเรียงกันบนด้านสว่างของดาวเสาร์พอดี (มีตัวดาวเสาร์เป็นฉากหลัง)

Saturn

ชื่อของดวงจันทร์ 4 ดวงนี้ (จากซ้ายไปขวา) คือ Enceladus, Dione, Titan, Mimas จะเห็นว่า Titan โตกว่าใครเพื่อน ภาพขนาดใหญ่ดูได้จากเว็บของฮับเบิล

ดาวเสาร์มีดวงจันทร์ที่ยืนยันแล้วทั้งหมด 61 ดวง

ที่มา - Bad Astronomy

10 เรื่องที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับดาวพลูโต

จากบล็อก Bad Astronomy ครับ

  1. ดาวพลูโตเคยถูกถ่ายภาพติดตั้งแต่ปี 1919 แต่ไม่มีใครเคยสนใจเพราะว่ามันจางมาก กว่าจะถูกค้นพบอีกครั้งก็คือปี 1930 โดย Clyde Tombaugh
  2. วงโคจรของพลูโตนั้นตัดกับเนปจูน แต่มันกลับไม่เคยชนกัน สาเหตุนี้เป็นเพราะถ้ามองจากแผนภาพแบบ 2d วงโคจรมันจะตัดกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว พลูโตมันจะโคจรแบบเอียงๆ ต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่น (ภาพประกอบ)
  3. พลูโตเป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณดาวเนปจูน ถึงแม้ว่าเนปจูนจะใหญ่มาก แต่พลูโตไม่เคยตกอยู่ใต้แรงดึงดูดของเนปจูนเลย เป็นเพราะว่ารอบของวงโคจรนั้นไม่เท่ากัน แถมในบางครั้งพลูโตนั้นอยู่ใกล้ดาวยูเรนัสมากกว่าเนปจูนเสียอีก
  4. ขนาดและมวลของพลูโต ตามที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินนั้นเล็กลงเรื่อยๆ ตามยุคสมัย เนื่องจากว่าพลูโตมันไกลมากก็ต้องใช้วิธีเดา พอเครื่องมือในการวัดนั้นแม่นขึ้น ก็พบว่าพลูโตนั้นเล็กกว่าที่คิดไว้มาก ตอนนี้ตัวเลขล่าสุดคือพลูโตมีมวลคิดเป็น 0.2% ของโลก และมีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์
  5. แต่ว่าพลูโตไม่ใช่ดาวที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่สุดขอบของสุริยะจักรวาล นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์กันมานานแล้วว่าแถวๆ พลูโตจะต้องมีดาวขนาดใกล้เคียงกันอยู่ และสุดท้ายในปี 2005 ก็มีคนค้นพบดาวเอรีส (Eris) และดวงจันทร์ของเอรีสชื่อดีสโนเมีย (Dysnomia) ซึ่งมีมวลรวมกันมากกว่าพลูโต 27%
  6. พลูโตมีชั้นบรรยากาศ ถึงแม้จะบางมากแต่ก็มีอากาศ ความดันที่ผิวดาวนั้นคิดเป็น 0.00001 เท่าของโลก และก๊าซส่วนมากเป็นไนโตรเจน มีก๊าซมีเทนเล็กน้อย และช่วงที่พลูโตโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าปกติ ก๊าซที่แข็งตัวอยู่จะระเหิดเป็นไอทำให้มีบรรยากาศเพิ่มขึ้น
  7. พลูโตเป็นระบบดาวคู่ โดยพลูโตนั้นมีขนาดใกล้เคียงกับดวงจันทร์ชารอน (Charon) ของตัวเองมาก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบความสัมพันธ์โลก-ดวงจันทร์) ลักษณะของวงโคจรจึงไม่ใช่ชารอนโคจรรอบพลูโตเหมือนกับดวงจันทร์ของโลก แต่เป็นการโคจรรอบกันและกันแทน (ภาพประกอบ)
  8. เรามีภาพพื้นผิวของดาวพลูโตด้วยนะ เพียงแต่มันเบลอมากจนมองอะไรไม่เห็น เพราะมันไกลมากนั่นเอง (ภาพประกอบ)
  9. แกนของพลูโตนั้นเอียงมากๆ มากกว่ายูเรนัสเสียอีก แกนของพลูโตเอียง 122 องศา ยูเรนัสเอียง 98 องศา ส่วนโลกนั้น 24 องศา แต่ก็ไม่มีใครเอียงเท่ากับดาวศุกร์ที่ซัดไปซะ 177 องศาเชียวแน่ะ
  10. ถึงแม้ว่าพลูโตจะถูกเรียกว่าเป็นดาวน้ำแข็ง แต่จริงๆ แล้ว70% ของมันน่ะเป็นหินอยู่ข้างในต่างหาก

ที่มา - Bad Astronomy

นักดาราศาสตร์ค้นพบ กาแล็กซีที่เต็มไปด้วยสสารมืด

นักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) ได้ค้นพบกาแล็กซีที่เต็มไปด้วยสสารมืด ซึ่งสว่างน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบกันมา

กาแล็กซีดังกล่าว มีชื่อว่า Segue 1 ซึ่งเป็นหนึ่งในกาแล็กซีที่เป็นบริวารของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งมันมีความสว่างน้อยกว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกนับพันล้านเท่า การค้นพบครั้งนี้ ได้รับการตีพิมพ์ในวาสาร The Astrophysical Journal

ถึงแม้ Segue 1 จะมีดาวที่มองเห็นได้เป็นจำนวนน้อย แต่มันกลับมีมวลมากกว่าที่เห็นถึงพันเท่า ซึ่งนักดาราศาสตร์ให้ความเห็นว่า มวลที่เพิ่มขึ้นมา จะต้องเป็นมวลของสสารมืดอย่างแน่นอน

เมื่อมองเฉพาะแสงที่เปล่งออกมาจากกาแล็กซี นักวิจัยคาดการณ์ว่ามันน่าจะมีมวลน้อย แต่กลับพบว่ามันมีมวลตั้งแต่ 100 ถึง 1000 เท่า ของมวลที่ปรากฏ

เนื่องจากสสารมืดไม่ดูดกลืนแสงหรือเปล่งแสงออกมา นักวิทยาศาสตร์จะทำการวัดผลกระทบต่อแรงโน้มถ่วงของมัน และเชื่อว่า 85% ของมวลทั้งหมดในจักรวาลคือสสารมืด

ที่มา - EureakAlert

โบโลมิเตอร์ระดับนาโน ช่วยนักดาราศาสตร์ไขปัญหาจักรวาล

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นเล็กๆ ในระดับนาโน อาจช่วยให้นักดาราศาสตร์ไขปัญหาใหญ่ในระดับเอกภพ เมื่อมีส่วนช่วยให้นักดาราศาสตร์ สามารถรับรู้แสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งยังคงหลงเหลือจากการกำเนิดเอกภพ แสงที่มองไม่เห็นนนี้เป็นแสงส่วนใหญ่กว่า 98% ที่ถูกปล่อยออกมาจากบิ๊กแบง ความเข้าใจอันนี้นำเราไปสู่การไขข้อสงสัย ในการเกิดของดวงดาวและแกแล็กซี่เมื่อ 14,000 ล้านปีที่แล้ว

อุปกรณ์ชิ้นนี้มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ 100 เท่า มีความไวในการติดตามแสงในช่วงคลื่น far-infrared (เป็นคลื่นอินฟราเรดที่มีมีความยาวคลื่นมากที่สุด) ซึ่งอยู่เหนือการมองเห็นของมนุษย์

เนื่องจากบรรยากาศของโลกสามารถดูดซับคลื่นแสงในช่วงอินฟราเรดไกล (far-infrared) ได้ดีมาก ทำให้กล้องโทรทรรศน์วิทยุไม่สามารถตรวจพบแสงที่ถูกปล่อยออกมาจางๆ จากดวงดาวเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอให้มีการสร้างกล้องโทรทรรศน์อวกาศรุ่นใหม่ เพื่อที่จะเก็บข้อมูลของแสงเหล่านี้ และเพื่อให้กล้องโทรทรรศน์อวกาศทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจจับจะต้องมีความไวในการตรวจับ ดีกว่าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ตัวตรวจจับคลื่นในระดับอินฟราเรดและระดับเล็กกว่ามิลลิเมตร รู้จักกันในชื่อโบโลมิเตอร์ (Bolometers) สามารถวัดความร้อนที่เกิดจากการดูดซับโฟตอน ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีของโบโลมิเตอร์กำลังถึงขีดจำกัดของมันแล้ว

นักวิจัยได้เรียกอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ว่า "hot-electron nanobolometer" ซึ่งมีความไวมากกว่าเทคโนโลยีแบบเดิมกว่า 100 เท่า โดยผลิตมาจากโลหะไทเทเนียม (Titanium) และ นิโอเบียม (Niobium) มีความยาวเพียง 500 นาโนเมตรและกว้างเพียง 100 นาโนเมตร โดยใช้กระบวนการผลิตฟีล์มบางและกระบวนการพิมพ์นาโน (Nanolithography) อุปกรณ์ดังกล่าสามารถทำงานได้ที่อุณภูมิ -459 องศาฟาเรนไฮท์ (ประมาณ -272 องศาเซลเซียส) หรือเพียง 1 องศา เหนืออุณหภูมิ 0 องศาสัมบูรณ์

เมื่อโฟตอนมากระทบตัวตรวจจับ จะทำให้อิเล็กตอนในไทเทเนียมร้อนขึ้น แล้วจะมีการถ่ายเทความร้อนไปสู่สภาพแวดล้อม โดยการใช้นิโอเบียมเป็นตัวนำ ซึ่งวิธีการดังกล่าว ทำให้สามารถตรวจจับได้ แม้กระทั่งมีเพียงโฟตอนเพียงตัวเดียวจากรังสีอินฟราเรดไกลมากระทบ

เนื่องจากอุปกรณ์ชิ้นนี้ยังเป็นเพียงต้นแบบ นักวิจัยคาดว่าจะใช้เป็นประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เมื่อกล้องโทรทรรรศน์อวกาศที่ใช้สำรวจย่านคลื่นอินฟราเรดเสร็จในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า

ที่มา - Physorg

นักดาราศาสตร์ช่วยไขประวัติศาสตร์ของมหากาพย์โอดิสซีย์

เหตุการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ที่ปรากฏอยู่ในมหากพย์ชื่อดังของกรีก โอดิสซีย์ ช่วยใหันักดาราศาสตร์ในปัจจุบัน สามารถระบุถึงช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ ในการล่มสลายของกรุงทอย รายงานในเอกสารรวมเล่มของ National Academy of Sciences

นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมกรีก ได้ถกเถียงกันมาเป็นเวลานานนับศตวรรษ ถึงเหตุการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในในโอดิสซีย์ ว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์อื่นๆ มาอ้างอิงยืนยันได้

แต่จากการศึกษาของนักดาราศาสตร์สองคน Marcelo Magnasco จากมหาวิทยาลัย Rockefeller และ Constantino Baikouzis จาก Observatorio Astronomico อาร์เจนตินา ได้อาศัยเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ 4 เหตุการณ์ ที่ถูกมองข้ามในมหากาพย์เรื่องนี้ ซึ่งสามารถทำให้ความขัดแย้งเรื่องเวลาหมดสิ้นไป

หลังจากที่โอดิซุสเสร็จสิ้นสงครามจากเมืองทรอย และพยายามไปฆ่ากลุ่มคนพาล ซึ่งพยายามฟ้องร้องขอแต่งงานกับพีเนโลป ภรรยาของเขา ในระหว่างการกลับบ้านก็ได้เกิดเหตุการณ์ดต่างๆ คือ

  • จันทร์เต็มดวงก่อนวันที่โอดิซุสเดินทางกลับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการเกิดสุริยุปราคา
  • 6 วันก่อนการสังหารหมู่ ดาวศุกร์ส่องสว่างและอยู่สูงจากขอบฟ้า
  • 29 วันหลังจากนั้น กลุ่มดาวลูกไก่และกลุ่มดาววัวสามารถมองเห็นได้ในช่วงดวงอาทิตย์ตก
  • สุดท้าย 33 วันหลังจากการสังหารหมู่ ดาวพุธอยู่สูงจากขอบฟ้าและอยูทางทิศตะวันตกเมื่อสุดวงโคจร

เหตุการณ์ทั้งสี่เหตุการณ์ ไม่สามารถเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันได้ นักดาราศาสตร์เลยมองไปในช่วงเวลา 100 ปี ของการเสื่อมสลายของเมืองทรอย เพื่อหาลำดับเหตุการณ์ที่ตรงตามหากาพย์ ซึ่งมีเพียงวันเดียวเท่านั้นที่ตรงกับข้อมูลที่มีอยู่ นั่นคือวันที่ 16 เมษายน 1178 ปีก่อนคริศต์ศักราช

วันเวลาดดังกล่าว ช่วยให้นักประวัติศาสตร์สามารถระบุช่วงเวลา การล่มสลายของเมืองทรอย ซึ่งทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในมหากาพย์ทั้งสองอย่าง โอดีสซีย์ และ อีเลียด สามารถระบุช่วงเวลาที่ถูกต้องได้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยทั้งสองได้ย้ำเตือนว่า ความน่าเชื่อถือมาจากเนื้อเรื่องในมหากาพย์เอง และข้อสรุปที่ได้ก็ค่อนข้างจะเป็นสมมุติฐานค่อนข้างมาก

เนื่องจากผมไม่เคยอ่านทั้ง โอดีสซีย์ และ อีเลียด ถ้าหากมีข้อผิดพลาดเรื่องไหน ก็ขออภัยด้วยครับ

ที่มา - Physorg

Syndicate content