Astronomy

ดาวเหนือกำลังจะหายไป?

ดาวเหนือ (หรือที่นักดาราศาสตร์เรียกว่า "Polaris") เป็นหนึ่งในดาวฤกษ์ที่มนุษย์คุ้นเคยมากที่สุด ทีมนักดาราศาสตร์ที่นำโดย Hilding Neilson แห่ง University of Bonn ในเยอรมนี รายงานผลวิเคราะห์อันน่าตะลึงลงในวารสาร The Astrophysical Journal Letters (DOI:10.1088/2041-8205/745/2/L32) ว่า ดาวเหนือที่เราเห็นในทุกวันนี้กำลังค่อยๆ สูญเสียมวลไปทุกปี

ทีมของ Hilding Neilson ประเมินมวลของดาวเหนือด้วยวิธีการคำนวณจากจังหวะการส่องแสงของดาวฤกษ์ ปกติดาวฤกษ์ทั่วไปจะมีช่วงส่องแสงสว่างมากหน่อยกับช่วงที่สว่างน้อยหน่อยสลับกันไปวัฏจักร ดาวเหนือเองก็มีคาบสว่างมาก-สว่างน้อยอยู่ที่ประมาณ 4 วันต่อหนึ่งรอบ ทั้งนี้เนื่องจากขณะที่แรงดึงดูดของดาวดึงมวลก๊าซเข้าหาจุดศูนย์กลางดาวนั้น เปลือกภายนอกของดาวก็จะทึบขึ้น จึงทำให้แสงดาวดูมืดลงไปนิดหน่อย แต่พอมวลก๊าซหนาแน่นขึ้น ใจกลางดาวก็ร้อนขึ้น ผลักมวลก๊าซร้อนๆ ออกมาข้างนอก เปลือกดาวก็จะขยายตัวโปร่งใสขึ้นมา เราจึงเห็นแสงของดาวสว่างขึ้นอยู่พักหนึ่งจนกระทั่งแรงดึงดูดดึงมวลก๊าซเข้าไปอีก วนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ คล้ายกับว่าดาวฤกษ์กำลังหายใจ (อย่าสับสนกับ "การกระพริบของดาวบนท้องฟ้า" อันนั้นเกิดจาก ดวงดาวส่งสัญญาณบอกรักดวงจันทร์ เอ๊ย กระแสอากาศในชั้นบรรยากาศโลกที่ไม่นิ่ง แสงของดาวจึงถูกหักเหสะบัดไปมา)

ผลจากการเอาข้อมูลตั้งแต่ปี 1844 จนถึงปัจจุบันมาวิเคราะห์ Hilding Neilson พบว่าคาบสว่างมาก-สว่างน้อยของดาวเหนือนานขึ้น 4.5 วินาทีทุกๆ ปี เมื่อประกอบกับสมมติฐานว่าดาวเหนือเป็นดาววัยกลางคนที่เริ่มเผาเชื้อเพลิงฮีเลียมแล้ว ปรากฏการณ์นี้จะแปลผลได้ว่า ในทุกๆ ปี ดาวเหนือจะมีมวลลดลง 0.00001% หรือเทียบเท่าได้กับมีมวลหายไปประมาณมวลของโลกหนึ่งใบ

กาแล็กซี่ทางช้างเผือกอาจมีดาวเคราะห์ที่เอื้อต่อชีวิตเป็นพันๆ ล้านดวง

หลังจากการเพียรค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมาเป็นสิบๆ ปี จำนวนดาวเคราะห์ที่เราค้นพบได้ทะลุ 700 ดวงไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่คำถามที่ยังคงวนเวียนอยู่ก็คือ "ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกของเรามีดาวเคราะห์อยู่เท่าไรกันแน่?" นักดาราศาสตร์บางคนคิดว่าดาวเคราะห์คงไม่ได้มีอยู่มากนัก เพราะเท่าที่ทราบกัน ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ไม่มีดาวเคราะห์โคจรเป็นบริวาร

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยร่วมซึ่งมีนักดาราศาสตร์จาก European Southern Observatory (ESO) เข้าร่วมอยู่ด้วยได้ตั้งข้อสงสัยว่าวิธีการค้นหาดาวเคราะห์ที่เราใช้อยู่มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ บางทีอาจมีดาวเคราะห์อีกเยอะแยะที่ตกสำรวจไป

เจอดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์สองดวงเพิ่ม

หลังจากเมื่อปีที่แล้ว เราได้รู้จัก Kepler-16 b ดาวเคราะห์ดวงแรกที่ค้นพบว่าโคจรรอบดาวฤกษ์สองดวง ล่าสุดในการประชุมครั้งที่ 219 ของ American Astronomical Society เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2012 ทีมนักดาราศาสตร์ที่นำโดย William Welsh แห่ง San Diego State University ได้รายงานว่าเราได้เจอดาวเคราะห์แบบ Kepler-16 b เพิ่มอีกแล้ว

ดาวเคราะห์ที่ค้นพบครั้งล่าสุดนี้ คือ Kepler-34 b และ Kepler-35 b

  • Kepler-34 b อยู่ห่างจากโลกประมาณ 4,900 ปีแสง มีมวลประมาณ 22% ของมวลดาวพฤหัสและมีขนาดประมาณ 76% ของเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวพฤหัส มันใช้เวลาประมาณ 289 วันในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงของมัน

  • Kepler-35 b อยู่ห่างจากโลกประมาณ 5,400 ปีแสง มีมวลประมาณ 13% ของมวลดาวพฤหัสและมีขนาดประมาณ 73% ของเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวพฤหัส มันใช้เวลาประมาณ 131 วันในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงของมัน

ดาวเคราะห์ทั้งสองอยู่ในวงโคจรที่เรียกว่า Goldilocks' zone ซึ่งหมายความว่ามันอยู่ห่างจากดาวฤกษ์พอดีที่จะมีน้ำในรูปของของเหลวได้ (Kepler-34 b อยู่ห่างจากดาวฤกษ์ประมาณพอๆ กับที่โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ส่วน Kepler-35 b อยู่ห่างจากดาวฤกษ์ของมันประมาณ 60% ของระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์) แต่น่าเสียดายที่ดาวเคราะห์ทั้งสองเป็นดาวก๊าซยักษ์ ดังนั้นโอกาสที่มันจะมีสภาพเอื้อต่อการดำรงชีวิตจึงเป็นไปได้น้อยมาก

การค้นพบดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์แฝดพร้อมกันถึงสองดวงในคราวเดียวทำให้นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าเราจะเจอดาวเคราะห์แบบนี้เพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคต เมื่อก่อนนักดาราศาสตร์เคยคิดว่าวงโคจรของดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์สองดวงจะไม่เสถียร แต่ Kepler-34 b, Kepler-35 b รวมถึง Kepler-16 b ที่ค้นพบไปก่อนหน้านี้ก็แสดงให้เห็นว่าดาวฤกษ์แฝดพอมีวงโคจรที่เสถียรสำหรับดาวเคราะห์อยู่จริง

การค้นพบนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature doi:10.1038/nature10768

ที่มา - Discovery News, SPACE.com

นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เล็กที่สุด (ทำลายสถิติอีกครั้ง)

เมื่อเดือนที่แล้ว มีการค้นพบดาวเคราะห์ Kepler-20e ซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยค้นพบว่าโคจรรอบดาวฤกษ์ สถิตินี้อยู่ได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็ถูก KOI 55.01 โค่น และเพิ่งจะพ้นปีใหม่มายังไม่ถึงครึ่งเดือน สถิติก็ต้องเปลี่ยนอีกครั้ง

ทีมนักวิจัยจาก California Institute of Technology (Caltech) และ Vanderbilt ได้ศึกษาข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ Kepler และอาศัยการยืนยันโดยกล้องโทรทรรศน์ Keck ในฮาวายและกล้องโทรทรรศน์ Hale ในแคลิฟอร์เนีย พวกเขาพบว่าดาวฤกษ์ KOI-961 มีดาวเคราะห์โคจรอยู่ด้วยกันถึง 3 ดวง (ผมก็เพิ่งรู้จากข่าวนี้ว่า KOI ย่อมาจาก "Kepler Object of Interest" เฮ้อ...แอบเรียกว่า "น้องก้อย" มาตั้งนาน)

ดาวเคราะห์พิศวงที่ (อาจ) รอดจากการโดนย่างสดมาได้

ช่วงนี้กล้องโทรทรรศน์ Kepler ของ NASA มีผลงานถี่จริงๆ หลังจากที่เจอดาวเคราะห์ที่อาจมีอุณหภูมิเท่าโลกและดาวเคราะห์ที่มีขนาดพอๆ กับโลกไปเร็วๆ นี้ ข้อมูลภาพถ่ายจากกล้อง Kepler ก็ยังช่วยให้นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์พิลึกอีกสองดวงที่ดูเหมือนว่าจะรอดมาจากหายนะครั้งใหญ่

ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงนั้นได้ชื่อว่า KOI 55.01 และ KOI 55.02 ค้นพบโดยทีมนักวิจัยที่นำโดย Stephane Charpinet แห่ง University of Toulouse ในประเทศฝรั่งเศส ดาวเคราะห์สองดวงนี้โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า KIC 05807616 ซึ่งตอนนี้อยู่ในระยะ "hot B subdwarf"

การที่ดาวฤกษ์อยู่ในระยะ hot B subdwarf แสดงว่ามันต้องเคยผ่านช่วงที่เป็นดาวแดงยักษ์ (red giant) มาก่อนแล้ว ดาวแดงยักษ์เป็นช่วงวิวัฒนาการลำดับท้ายๆ ของดาวฤกษ์ หลังจากที่ดาวฤกษ์เผาผลาญเชื้อเพลิงไฮโดรเจนตรงแกนกลางจนหมด เปลือกนอกของมันจะเปล่งแสงสีแดงและขยายตัวออกกินอาณาบริเวณกว้างมหาศาล (ภายในเวลา 5 พันล้านปีข้างหน้า ดวงอาทิตย์ของเราก็จะเข้าสู่ระยะนี้เช่นเดียวกัน และนักดาราศาสตร์เชื่อว่าโลกเราจะถูกเผาหายวับไปทั้งใบ)

น่าแปลกมากว่า KOI 55.01 และ KOI 55.02 กลับยังโคจรรอบดาวฤกษ์ของมันได้ แม้ว่าจะเป็นการโคจรในระยะที่ใกล้จนเสียวไส้ก็ตาม วงโคจรของทั้งสองดวงอยู่ห่างจากดาวฤกษ์ของมันน้อยกว่า 1% ของระยะทางจากโลกถึงดวงทิตย์เสียอีก ซึ่งทำให้มันร้อนจัดจนส่องสว่างสะท้อนแสงได้เลยทีเดียว (การค้นพบดาวเคราะห์สองดวงนี้ก็อาศัยว่าเห็นแสงสะท้อนของมันแทรกเข้ามารบกวนแสงของดาว KIC 05807616 เป็นคาบๆ ละ 5.76 และ 8.23 ชั่วโมง ต่างจากการค้นพบดาวเคราะห์อื่นที่จะสังเกตจากเงาตอนที่มันเคลื่อนที่ตัดหน้าดวงอาทิตย์ของมัน)

นักดาราศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานไปต่างๆ นานาว่าเกิดปรากฏการณ์มีดาวเคราะห์รอดชีวิตได้อย่างไร เช่น 1) ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงอาจเป็นเพียงซากที่เหลือแต่แกนกลางโลหะ ส่วนเปลือกของมันถูกเผาหายไปหมดแล้ว และระหว่างการโดนย่างนี้ วงโคจรของมันก็ถูก "ดูด" ให้เข้ามาชิดกับดาวฤกษ์มากขึ้นด้วย หรือ 2) ดาวเคราะห์ทั้งสองเกิดขึ้นหลังจากระยะดาวแดงยักษ์ มวลฝุ่นที่ดาว KIC 05807616 สลัดออกมาได้รวมร่างก่อตัวขึ้นเป็นดาวเคราะห์รุ่นใหม่

นอกจากนี้ KOI 55.01 และ KOI 55.02 ยังมีความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 76% และ 87% ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลก หากได้รับการยืนยัน ก็จะแสดงว่ามันเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เล็กที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ

ที่มา - BBC News, Discovery News, SPACE.com

NASA ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีขนาดเท่าๆ โลก: Kepler-20e และ Kepler-20f

หลังจากที่ยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์ที่อาจมีอุณหภูมิคล้ายโลกไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการกล้องโทรทรรศน์ Kepler ของ NASA ก็ได้ยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับขนาดของโลกเพิ่มอีก

ดาวเคราะห์สองดวงนั้นมีชื่อว่า Kepler-20e และ Kepler-20f ทั้งสองโคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ Kepler-20 ในหมู่ดาว Lyra ซึ่งเป็นดาวประเภท G-type เหมือนกับดวงอาทิตย์ของเรา อยู่ห่างจากโลกประมาณ 1,000 ปีแสง

  • Kepler-20e มีรัศมีประมาณ 0.87 เท่าของรัศมีโลก ใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ของมัน 6.1 วัน และมีอุณหภูมิพื้นผิวประมาณ 760 องศาเซลเซียส ถือเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่มีการค้นพบว่าโคจรรอบดาวฤกษ์ในกลุ่ม G-type และเป็นครั้งแรกของกล้อง Kepler ที่ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีขนาดเล็กกว่าโลก

  • Kepler-20f มีรัศมีประมาณ 1.03 เท่าของรัศมีโลก ใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ของมัน 19.6 วัน และมีอุณหภูมิพื้นผิวประมาณ 430 องศาเซลเซียส

เวสต้า...ดาวเคราะห์น้อยหรือดาวเคราะห์แคระ?

เวสต้า (Vesta) เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์น้อย (asteroid) ขนาดใหญ่ในแถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid belt) ที่อยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส คำจำกัดความของการเป็นดาวเคราะห์น้อยกับดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) แบบพลูโตนั้นถูกกั้นไว้เพียงเส้นบางๆ และจากภาพถ่ายล่าสุดของเวสต้าที่ส่งมาจากยานอวกาศ Dawn ของ NASA นักดาราศาสตร์ก็เริ่มจะลังเลใจแล้วว่าควรเลื่อนตำแหน่งให้เวสต้าจากดาวเคราะห์น้อยไปเป็นดาวเคราะห์แคระดีหรือไม่

เหตุผลที่เวสต้าได้รับการพิจารณาตำแหน่งใหม่ คือ มันดูเหมือนว่าจะมีหรืออย่างน้อยก็เคยมีการแบ่งแยกเป็นชั้นของเปลือกผิวดาวที่เป็นของแข็งและใจกลางที่เป็นหินหลอมเหลว เหมือนๆ กับดาวเคราะห์ เช่น โลก ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร เป็นต้น แสดงว่ามันน่าจะมีกระบวนการกำเนิดเหมือนกับดาวเคราะห์ มากกว่าจะเกิดมาแบบดาวเคราะห์น้อยอื่นๆ

นักดาราศาสตร์เชื่อว่าเวสต้าถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 4.5 พันล้านปีที่แล้วพร้อมกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะ แรงโน้มถ่วงจากดาวพฤหัสคงเข้ามารบกวนมวลวัตถุในแถบดาวเคราะห์น้อย เวสต้ากับพรรคพวกของมันเลยไม่สามารถเติบโตเป็นดาวเคราะห์เหมือนกับชาวบ้านชาวช่องได้ ตกอับเล็กแกร็นเป็นดาวเคราะห์น้อยกระจัดกระจายอย่างในปัจจุบัน

หากเวสต้าได้เลื่อนตำแหน่งเป็นดาวเคราะห์แคระ ก็จะเป็นการตามรอยรุ่นพี่อย่างเซเรส (Ceres) ที่ได้เป็นดาวเคราะห์แคระไปตั้งแต่ปี 2006 แล้ว

ที่มา - Popular Science

นักดาราศาสตร์ค้นพบหลุมดำโคตรยักษ์

ก่อนหน้านี้ หลุมดำใหญ่ที่สุดเท่าที่เรารู้จัก คือ หลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซี่รูปวงรี Messier 87 มีมวลประมาณ 6.3 พันล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ของเรา (เทียบกับหลุมดำในกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกที่มีมวล 4.3 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์)

แต่ล่าสุด ทีมนักดาราศาสตร์ที่นำโดย Nicholas McConnell แห่ง University of California, Berkeley เจอหลุมดำปิศาจโคตรยักษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 9.7 พันล้านเท่า หรือสูงกว่านั้น

การค้นพบนี้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์รอบหลุมดำใจกลางกาแล็กซี่ NGC 3842 ในหมู่ดาว Leo และ NGC 4889 ในกลุ่มกาแล็กซี่ Coma ซึ่งเก็บรวบรวมจากกล้องโทรทรรศน์ Hubble, หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ Keck and Gemini ในฮาวาย, และหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ McDonald ในเท็กซัส หลักการง่ายๆ ก็คือยิ่งหลุมดำใจกลางกาแล็กซี่มีมวลมาก ดาวฤกษ์ก็ต้องโคจรรอบมันเร็วขึ้นไปด้วย

ผลจากการวิเคราะห์สรุปได้ว่า หลุมดำในใจกลางกาแล็กซี่ NGC 3842 มีมวลเท่ากับ 9.7 พันล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ส่วนตัวเลขมวลของหลุมดำใจกลางกาแล็กซี่ NGC 4889 ยังไม่แน่ชัด แต่ไม่น้อยหน้าของกาแล็กซี่ NGC 3842 แน่นอน อาจจะถึง 2.1 หมื่นล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ด้วยซ้ำ

NASA ยืนยันการค้นพบดาวเคราะห์ Kepler-22b ดาวที่อาจรองรับสิ่งมีชีวิตได้

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2011 ทีมนักดาราศาสตร์กล้องโทรทรรศน์ Kepler ได้รายงานสรุปการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะนับตั้งแต่ระยะเวลาดำเนินการใน 16 เดือนแรก (ระหว่าง พ.ค. 2009 - พ.ย. 2010) รวมทั้งสิ้นกล้อง Kepler ตรวจเจอสัญญาณของดาวเคราะห์ 2,326 ดวง ในจำนวนนี้ 207 ดวงมีขนาดเท่าๆ กับดาวเคราะห์โลกของเรา อีก 680 ดวงเป็นดาวเคราะห์ที่เรียกว่า "Super-Earth" มีขนาดใหญ่กว่าโลกตั้งแต่ประมาณสองเท่าถึงสิบเท่าตัว

ดาวเคราะห์ที่ Kepler ตรวจพบมี 48 ดวงที่โคจรอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า "Goldilocks zone" ซึ่งเป็นวงโคจรที่นักดาราศาสตร์เชื่อว่าน่าจะมีอุณหภูมิและบรรยากาศเหมาะสมในการรองรับสิ่งมีชีวิต (หรือแม้แต่มีสิ่งมีชีวิต) และดวงที่ได้รับการยืนยันแล้วแน่นอนว่าเป็นดาวเคราะห์จริงๆ ไม่ใช่การผิดพลาดของสัญญาณ คือ Kepler-22b

Kepler-22b มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 2.4 เท่าของโลก ดวงอาทิตย์ของมันมีลักษณะคล้ายดาวอาทิตย์ของเรา อยู่ห่างจากโลกประมาณ 600 ปีแสง นักดาราศาสตร์คำนวณว่า หาก Kepler-22b มีปรากฏการณ์เรือนกระจกแบบเดียวกับโลก อุณหภูมิพื้นผิวของดาวเคราะห์น่าจะอยู่ที่ประมาณ 22 องศาเซลเซียส ดังนั้นมันก็น่าจะมีน้ำในสถานะที่เป็นของเหลว เอื้อให้สิ่งมีชีวิตดำรงชีพและพัฒนาบนดาวเคราะห์ได้

เกณฑ์ใหม่สำหรับหาดาวเคราะห์ที่อาจมีสิ่งมีชีวิต

แม้ว่าทุกวันนี้เราจะพบดาวเคราะห์มากถึง 2000 ดวง (และยิ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน) แต่เรื่องของจำนวนนั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งที่นักดาราศาสตร์พยายามค้นหาคือดาวเคราะห์ที่มีสภาพคล้ายโลก เพราะนั่นอาจหมายถึงการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกก็เป็นได้

Dirk Schulze-Makuch จาก Washington State University พร้อมทั้งมหาลัยอื่นอีก 9 แห่ง จึงได้ตั้งเกณฑ์สำหรับดาวเคราะห์ที่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไว้ดังนี้

  1. ดัชนี ESI (Earth Similarity Index) ที่ใช้โลกซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าสิ่งมีชีวิตสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเกณฑ์นี้จะคำนึงถึงขนาดของดาวเคราะห์ (แรงโน้มถ่วงที่เหมาะสมที่สามารถคงสภาพชั้นบรรยากาศไว้ให้สิ่งมีชีวิต) และอุณหภูมิ (เพื่อให้น้ำอยู่ในสภาวะของเหลวซึ่งจำเป็นสำหรับการเกิดปฎิกิริยาเคมี) ที่ใกล้เคียงกับโลก
  2. ดัชนี PHI (Planetary Habitability Index) ที่ไม่ได้มองว่าดาวเคราะห์นั้นๆ ต้องคล้ายโลกเพื่อจะให้สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้ โดยเกณฑ์นี้ขอเพียงแค่ดาวดวงนั้นมีพื้นแข็งๆ ไว้ให้เหยียบ มีชั้นบรรยากาศปกคลุมอยู่บ้าง มีแหล่งพลังงานความร้อนนิดหน่อย และมีของเหลวไว้เป็นตัวทำละลายก็พอแล้ว

Schulze-Makuch ยังกล่าวอีกว่า ดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์นั้นมีค่า PHI สูงยิ่งกว่าดาวอังคารเสียอีก เพราะมีทั้งของเหลวและชั้นบรรยากาศที่เหมาะสม แถมทั้งยังมีกิจกรรมทางเคมีที่น่าสนใจ ต่างจากดาวอังคารที่แทบไม่มีชั้นบรรยากาศเลย ส่วนของน้ำก็อยู่ในรูปของน้ำแข็งไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม การจะหาค่า PHI สำหรับดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ห่างไกลก็ไม่ง่ายนัก เพราะต้องอาศัยข้อมูลสารเคมีที่ปรากฎอยู่บนดาวเคราะห์นั้นๆ มาเป็นเกณฑ์ด้วย การพึ่งพาข้อมูลจากกล้องโทรทัศน์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงไม่เพียงพอ นักดาราศาสตร์ก็คงต้องลุ้นกันต่อไปให้ James Webb Space Telescope ผ่านข้อเสนอไปได้ด้วยดีครับ

ที่มา: Time

Syndicate content