ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า "ปฏิสสาร" (antimatter) ดังนั้นมันก็คือคู่แฝดคนละฝาของสสาร (matter) เมื่อสสารและปฏิสสารเจอกัน มันจะจับคู่กันสลายตัวเป็นพลังงานทันที (mutual annihilation) การกักเก็บปฏิสสารให้นานพอจะศึกษาคุณสมบัติของมันจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยุ่งยากอย่างยิ่ง
ปลายปีที่แล้ว ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2010 ทีม ALPHA ของ CERN ได้ประกาศความสำเร็จจับ antihydrogen ได้นาน 172 มิลลิวินาที พอมาถึงปี 2011 ทีม ALPHA แชมป์เก่าก็ทุบสถิติตัวเองซะแหลกกระจุยทั้งในทางปริมาณและคุณภาพ พวกเขาสามารถดักเก็บ antihydrogen จำนวน 309 ตัว (ของปีที่แล้วได้ 38 ตัว) ได้นานถึง 0.2 - 1,000 วินาที (สำหรับคนที่อยากรู้หน่วยเป็นนาที ผมกดเครื่องคิดเลขให้แล้ว 1000 วินาที = 16 นาที 40 วินาที ซึ่งตามมุมมองของนักฟิสิกส์ มันเท่ากับ "ชั่วนิรันดร์")
วิธีการทดลองของทีม ALPHA ยังคงไม่ต่างจากการทดลองในปีที่แล้ว นั่นคือใช้สนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก "ดัน" กลุ่มเมฆ positron และ antiproton มาผสมกัน แล้วดักเก็บ antihydrogen ที่ได้ด้วยสนามแม่เหล็กที่มีขั้วแม่เหล็กล้อมรอบ 8 ทิศทาง พอเดินเครื่องเป็นสักระยะหนึ่ง ก็ปิดสนามแม่เหล็ก ปล่อยให้ antihydrogen ชนกับผนังซึ่งเป็นสสาร เครื่องตรวจจับจะตรวจจับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายตัวเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ว่ามี antihydrogen เกิดขึ้นตรงไหนและเป็นจำนวนเท่าไรต่อไป
ทีม ALPHA โม้ว่า หลังจากที่ประกาศความสำเร็จไปตั้งแต่คราวที่แล้ว โอกาสสำเร็จในการดักเก็บ antihydrogen ก็เพิ่มขึ้นตลอด จากเดิมที่ทำการทดลอง 10 ครั้ง สำเร็จ 1 ครั้ง ตอนนี้แทบจะดัก antihydrogen ได้ทุกครั้งเลย และตัวเลขจะไม่หยุดแค่ 1,000 วินาทีแน่นอน
นักฟิสิกส์เชื่อว่า antihydrogen ที่มีอายุนานเกินหลักวินาทีขึ้นไปน่าจะมีพลังงานลดลงจนมาอยู่ในระดับ ground state ได้ การมีปฏิสสารใน ground state ไว้ในมือเป็นการเบิกทางให้กับงานทดลองใหม่ๆ มากมาย เช่น การศึกษาอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงต่อปฏิสสาร เป็นต้น เพียงแต่ตอนนี้เครื่องไม้เครื่องมือของทีม ALPHA ยังไม่เพียงพอ ต้องรอให้การติดตั้งอุปกรณ์เลเซอร์เสร็จสิ้นเสียก่อน (คาดว่าไม่เกินปี 2012) แสงเลเซอร์จะช่วยให้นักวิจัยตรวจวัดสเปกตรัมของปฏิสสารและช่วยฉุดให้ปฏิสสารมีพลังงานลดลงได้
จนป่านนี้ ทีม ATRAP คู่แข่งของ ALPHA ที่หมายมั่นจะเอาชนะสถิติอันเก่าของ ALPHA มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็ยังไม่มีการรายงานผลอะไรที่น่าตื่นเต้นออกมา
ที่มา - Scientific American, PhysOrg, Science Daily (1, 2, 3), The Register, Live Science

