Alcohol

เหล้าจ๋า... ดื่มสุราทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข

ทีมวิจัยจาก Ernest Gallo Clinic และ University of California, San Francisco พบเป็นครั้งแรกว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลมีผลทำให้สมองหลั่งเอนดอร์ฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา

แม้จะมีการสันนิษฐานมานานนับทศวรรษแล้วว่าสมองสัตว์มีการหลั่งเอนดอร์ฟินเมื่อได้ดื่มแอลกอฮอล แต่การศึกษาในมนุษย์ก็ไม่ใช่ว่าจะทำกันง่ายๆ ทีมวิจัยในข่าวนี้ใช้วิธีการพิเศษที่เรียกว่า positron emission tomography (PET)

คำตอบใหม่ในขวดเก่า...ทำไมแอลกอฮอลล์ถึงดีกับหัวใจเรา

จากบทความที่แล้ว "แอลกอฮอลล์ทำอะไรกับร่างกายเราบ้าง" เราได้ทราบไปแล้วว่าการดื่มแอลกอฮอลล์ในปริมาณที่พอเหมาะอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ตอนนี้จากงานวิจัยล่าสุด นักวิทยาศาสตร์พอจะรู้แล้วว่าทำไมแอลกอฮอลล์จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพเรา โดยเฉพาะหัวใจ

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของทีมจาก University of Rochester Medical Center นักวิจัยทำการทดลองเพาะเลี้ยงเซลล์เส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ (coronary arteries) ของมนุษย์ แล้วให้แอลกอฮอลล์ลงไปในในกลุ่มทดลอง พบว่าแอลกอฮอลล์สามารถทำให้ผนังเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจในกลุ่มทดลองบางกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่มีแอลกอฮอลล์

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแอลกอฮอลล์ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของโปรตีนชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Notch proteins ตามปกติ Notch proteins จะกระตุ้นการแบ่งตัวของกล้ามเนื้อเรียบรอบเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันตามมา การทำงานของ Notch proteins นี้สามารถถูกกระตุ้นได้จากปริมาณคอเลสเตอรอล การสูบบุหรี่ หรือ การเปลี่ยนแปลงในกระแสเลือด

แม้ว่าแอลกอฮอลล์ปริมาณพอเหมาะจะมีผลดีต่อหัวใจ แต่หากบริโภคมากเกินไป แอลกอฮอลล์อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะเส้นโลหิตในสมองแตกได้ ตามคำแนะนำของ Mayo Clinic ปริมาณแอลกอฮอลล์ที่พอเหมาะสำหรับผู้หญิงคือ ไม่เกิน 3 หน่วยต่อครั้ง หรือไม่เกิน 7 หน่วยต่อสัปดาห์, สำหรับผู้ชายอายุไม่เกิน 65 ปี คือ ไม่เกิน 4 หน่วยต่อครั้ง หรือไม่เกิน 14 หน่วยต่อสัปดาห์, สำหรับผู้ชายอายุเกิน 65 ปี คือ ไม่เกิน 3 หน่วยต่อครั้ง หรือไม่เกิน 7 หน่วยต่อสัปดาห์

1 หน่วยการดื่ม = เบียร์ 12 ออนซ์ หรือ ไวน์ 5 ออนซ์ หรือ 1.5 ออนซ์สำหรับสุรากลั่น (เช่น วิสกี้ วอดก้า บรั่นดี ฯลฯ)

ที่มา Live Science

บทความนี้เป็นไปเพื่อการแบ่งปันทางวิชาการ ไม่มีจุดประสงค์ให้คำแนะนำในการดื่มสุราและเครื่องดื่มมึนเมาใดๆ

เครื่องดื่มชูกำลังอาจเพิ่มโอกาสในการติดเหล้า

ข่าวนี้อาจจะเป็นข่าวร้ายสักนิดสำหรับคนที่ต้องพึ่งพาเครื่องดื่มชูกำลัง เช่น นักเรียนนักศึกษาที่ชอบอ่านหนังสือเตรียมสอบดึกๆ พวกทำงานกะกลางคืน หรือคนที่ต้องใช้กำลังกายเยอะๆ

งานวิจัยที่นำโดย Amelia M. Arria ได้ชี้ให้เห็นว่าการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำอาจจะนำไปสู่การดื่มสุราขนาดหนักและอาการติดสุราได้

งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามที่ถามนักเรียนนักศึกษาจำนวนกว่า 1,000 คนเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เมื่อนำผลมาวิเคราะห์และตัดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ออกไป พบว่าการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังมีความสัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะเริ่มดื่มแอลกอฮอลล์ในอายุที่น้อยกว่า, มีปริมาณการดื่มแอลกอฮอลล์ในแต่ละครั้งมากกว่า, และมีโอกาสติดสุราสูงกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มหรือดื่มเครื่องดื่มชูกำลังแบบนานๆ ครั้ง

นักวิจัยเชื่อว่าแนวโน้มเช่นนี้น่าจะมาจากความเชื่อผิดๆ ในการผสมเครื่องดื่มชูกำลังกับเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เพราะเชื่อว่าจะทำให้ไม่เมา อันที่จริงคาเฟอีนในเครื่องดื่มชูกำลังไม่สามารถทำลายฤทธิ์ของแอลกอฮอลล์ได้ แต่คาเฟอืนจะไปกระตุ้นสมองให้ตื่นตัวตลอดเวลาจนเราคิดว่าตัวเองไม่เมาทั้งที่เมาแอ๋ไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า "เมาตาค้าง" (wide-awake drunkenness)

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อแปลกๆ อีกว่าเครื่องดื่มชูกำลังพวกนี้ช่วยลดอาการแฮ้ง (hangover) และหลอกเครื่องตรวจแอลกอฮอลล์ไม่ให้ตรวจเจอแอลกอฮอลล์ในลมหายใจได้ ซึ่งความเชื่อทั้งหมดนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด

เอาเป็นว่าถ้าใครจำเป็นต้องใช้เครื่องดื่มชูกำลังพวกนี้ ก็ระวังอย่าดื่มให้มากเกินไปแล้วกัน

ที่มา Science Daily

ไขข้อข้องใจ แอลกอฮอลล์ทำอะไรกับร่างกายเราบ้าง

พอดีผมผ่านไปเจอบทความเกี่ยวกับแอลกอฮอลล์จาก Lifehacker เห็นว่าน่าสนใจดี (แอลกอฮอลล์ในบทความนี้หมายถึง Ethyl alcohol หรือ Ethanol ที่อยู่ในเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมไปถึงแอลกอฮอลล์ชนิดอื่น) เลยขอสรุปย่อๆ เอามาแบ่งปันกันไว้ที่นี่แล้วกัน

ก่อนจะอ่าน ขอประกาศให้รับรู้ไว้ก่อนว่า บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อความรู้ทางวิชาการเท่านั้น เราไม่สนับสนุนการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ใดๆ ทั้งสิ้น

การบริโภคแอลกอฮอล์ทำให้ความเสี่ยงของการเป็นเนื้องอกเต้านมเพิ่มขึ้นในสาววัยรุ่น

12 เมษายนที่ผ่านมา มีการนำเสนอผลงานวิจัยออนไลน์ใน Pediatrics กล่าวว่าสาววัยรุ่นที่บริโภคแอลกอฮอล์มีความเสี่ยงที่จะเป็นเนื้องอกเต้านม (benign breast disease ;BBD) เพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคแอลกอฮอล์นานๆครั้ง หรือไม่บริโภคเลยอย่างมีนัยสำคัญ

การบริโภคแอลกอฮอล์ในช่วงอายุ 18 และ 22 ปี เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นเนื้องอกเต้านมในการศึกษาย้อนหลัง (retrospective study) โดยข้อมูลในงานวิจัยชิ้นนี้มาจาก Growing Up Today Study (GUTS)

จากอาสาสมัคร 6899 คนที่เข้าร่วมในการวิจัยตั้งแต่ปี 2548 และ 2550 มีผลชิ้นเนื้อที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเนื้องอกเต้านม 67 คน และ 80 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกเต้านมโดยไม่มีการตรวจชิ้นเนื้อ อ้างอิงจากผู้ที่ไม่บริโภคแอลกอฮอล์เลย หรือบริโภคแอลกอฮอล์น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์

หญิงที่เป็นโรคเนื้องอกเต้านมมักมีอายุมากกว่าหญิงที่ไม่เป็นประมาณ 8 เดือน และผลงานวิจัยชิ้นนี้เป็นความเกี่ยวข้องระหว่างการเป็นเนื้องอกเต้านมและการบริโภคแอลกอฮอล์หลังจากการปรับอายุ, ดัชนีมวลกาย, อายุที่มีประจำเดือน, อายุที่เริ่มบริโภคแอลกอฮอล์เป็นประจำ และประวัติครอบครัวของการเป็นเนื้องอกและมะเร็งเต้านมแล้ว

ที่มา : Medscape

หลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์และอัตราการตายของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด

เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา มีงานวิจัยชิ้นใหม่ โดยด็อกเตอร์Kenneth Mukamal ที่ศึกษาจากประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนมากกว่า 245,000 คน รายงานว่าการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลางมีความเกี่ยวข้องกับอัตราการตายของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง สำหรับการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณสูงนั้น ไม่ชัดเจนว่าจะเกี่ยวข้องกับอัตราการตายของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือไม่

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ทำกับประชากรในประเทศสหรัฐอเมริกาวัยผู้ใหญ่ 245,207 คน ที่เข้าร่วมโครงการ National Health Interview Survey (NHIS) ระหว่างปี 2530 - 2543 แบบสอบถามประกอบไปด้วยคำถามเกี่ยวกับการบริโภคแอลกอฮอล์ และผู้ตอบแบบสอบถามถูกแบ่งออกเป็น ผู้ไม่บริโภคแอลกอฮอล์, ผู้บริโภคแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย, ผู้บริโภคแอลกอฮอล์ปานกลาง และผู้บริโภคแอลกอฮอล์อย่างหนัก

การตายมาจากการนำฐานข้อมูลของ National Health Interview Survey (NHIS) มาเชื่อมโยงกับ National Death Index ตลอดปี 2545

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า โดยทั่วไปผู้บริโภคแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางมีความเกี่ยวข้องกับอัตราการตายจากโรคหลอดเลือดและหัวใจที่ลดลง และผู้บริโภคแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยมีอัตราการตายลดลงมากกว่าผู้ไม่บริโภคแอลกอฮอล์เลย ในขณะที่ผู้บริโภคแอลกอฮอล์อย่างหนักไม่ชัดเจนว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับอัตราการตายหรือไม่

ที่มา : Medscape

ผลวิจัยสรุปชัด ราคามีผลต่อพฤติกรรมการดื่ม

รายงานล่าสุดในวารสารวิชาการ Addiction โดยดร. Alexander C. Wagenaar ได้รายงานถึงการศึกษารายงานวิชาการทั้งหมด 112 ฉบับในช่วงเวลากว่าสี่สิบปี ให้ข้อสรุปว่าการขึ้นภาษีและราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลอย่างต่อพฤติกรรมการดื่ม

รายงานฉบับนี้ระบุถึงผลกระทบต่อพฤติกรรมการดื่ม เมื่อมีการขึ้นภาษีแอลกอฮอล์ว่ามีผลทั้งผู้ที่ดื่มมากและน้อย และยังมีผลโดยไม่ขึ้นกับอายุผู้ดื่ม

ว่าแล้วก็ขึ้นภาษีกันอีกสักทีดีไหม?

ที่มา - [PhysOrg](http://www.physorg.com/news151242347.html)

Syndicate content