terminus's blog

ญาติที่ใกล้ชิดที่สุดของ "เต่า" อาจไม่ใช่กิ้งก่า แต่เป็นนกและจระเข้

สัตว์ในอันดับ Order Testudines (พวกเต่า, ตะพาบ) ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มของสัตว์ที่สร้างความสับสนให้นักชีววิทยามาเป็นเวลานาน แรกเริ่มเดิมที Order Testudines ถูกเชื่อว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานกลุ่ม Subclass Anapsida (ไม่มีช่อง temporal fenestra ตรงขมับ) เพียงอันดับเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

แต่เมื่อเทคโนโลยีชีวโมเลกุลเจริญขึ้น พอนักชีววิทยารุ่นหลังศึกษาโครงสร้างทางสรีรวิทยาและข้อมูลทางพันธุกรรมชีวโมเลกุลของเต่าอย่างละเอียดกันใหม่ Order Testudines ก็ถูกย้ายมาอยู่ Subclass Diapsida (มีหรือเคยมีช่อง temporal fenestra ตรงขมับสองช่อง) โดยโอนสำมะโนครัวไปอยู่ข้างๆ กลุ่ม Lepidosauria ซึ่งเป็นกลุ่มของพวกกิ้งก่า ตุ๊กแก และงู (อ้างอิง doi:10.1098/rsbl.2011.0477)

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนก็เชื่อว่า เต่าสมควรจะถูกจัดให้อยู่ใกล้ชิดกับกลุ่ม Archosauria ซึ่งเป็นกลุ่มของพวกไดโนเสาร์และจระเข้มากกว่า (แน่นอนว่ารวมถึงนกด้วย เพราะนกก็คือสัตว์ที่สืบสายมาจากไดโนเสาร์)

มด... กองทัพผู้ช่วยตัวน้อยของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง

Nepenthes bicalcarata คือต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ขึ้นอยู่ในดินที่ขาดแร่ธาตุไนโตรเจนของป่าพรุบนเกาะบอร์เนียว วิธีการหาอาหารเสริมของมันก็เหมือนกับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงอื่นๆ นั่นคือ เข้าร่วมทำธุรกิจขายตรง สร้างใบพิเศษรูปร่างกระเปาะที่มีของเหลวไว้ย่อยแมลงหรือสัตว์เล็กๆ ที่หลงตกลงไป

นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นมานานแล้วว่า มักมีมด Camponotus schmitzi ทำรังอยู่ในใบเกาะ (tendril) ของ Nepenthes bicalcarata

มด Camponotus schmitzi ก็ดูเหมือนจะทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายอย่าง เช่น คอยขนซากแมลงขนาดใหญ่ที่จะเน่าออกจากใบกระเปาะ, คอยดักชุ่มอยู่ตรงขอบใบกระเปาะเพื่อผลักแมลงที่พยายามจะปีนป่ายขึ้นมาให้ร่วงลงไป, ช่วยขับไล่ด้วงงวง Alcidodes sp. ที่ชอบแอบมาลักลอบกินใบของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง

เพื่อที่จะพิสูจน์ว่ากิจกรรมเหล่านี้ของมดเป็นประโยชน์ต่อต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจริงอย่างที่คาดการณ์หรือไม่ ทีมนักวิทยาศาสตร์แห่ง Université Montpellier II ของฝรั่งเศส, Royal Roads University ของแคนาดา, และ University of Brunei Darussalam ของประเทศบรูไน ได้ทดลองเทียบดูว่าต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่มีมดและไม่มีมด มีการเจริญเติบโตแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

SpaceX กำหนดวันยิงแคปซูล Dragon เป็นวันที่ 19 พฤษภาคม ศกนี้

หลังจากออกอาการโรคเลื่อนไปเมื่อปลายเดือนที่แล้ว SpaceX ก็ประกาศกำหนดแผนการล่าสุดยืนยันว่าการยิงแคปซูล Dragon ขึ้นไปเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ ISS จะมีขึ้นในวันที่เสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2012 เวลา 8.55 GMT (หรือ 15.55 น. ตามเวลาประเทศไทย) ณ ฐานกองทัพอากาศใน Cape Canaveral

จรวดที่ใช้ขนส่งแคปซูล Dragon คือ จรวด Falcon 9 ที่พัฒนาโดย SpaceX เอง ภารกิจครั้งนี้โดยหลักจะเป็นการทดสอบเชื่อมต่อและการขนส่งเสบียง-วัสดุ ในอนาคต SpaceX หวังว่าจะสามารถขนส่งนักบินอวกาศขึ้นไปกับ Dragon ได้

ถ้าไม่เลื่อนอีก เราก็คงจะได้เห็นการเชื่อมต่อของยานอวกาศเอกชนเข้ากับสถานีอวกาศ ISS เป็นครั้งแรก และหวังว่ามันจะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของยุคแห่งการท่องเที่ยวอวกาศโดยบริษัทเอกชน

NASA TV จะถ่ายทอดสดการยิงจรวดเริ่มตั้งแต่เวลา 7.30 GMT เป็นต้นไป

ที่มา - The Register

นักคณิตศาสตร์เข้าใกล้การพิสูจน์ Goldbach's Weak Conjecture ขึ้นไปอีกขั้น

Goldbach's Weak Conjecture เป็นหนึ่งในปัญหาที่นักคณิตศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านมา 210 ปีแล้ว (นับจากจดหมายที่ Christian Goldbach เขียนถึง Leonhard Euler ในปี 1742)

Goldbach's Weak Conjecture กล่าวไว้ว่า

เลขคี่ทุกตัวที่มากกว่า 7 สามารถเขียนให้อยู่ในรูปผลบวกของจำนวนเฉพาะคี่ 3 จำนวนได้ (จำนวนเฉพาะในผลบวกสามารถใช้ซ้ำกันได้)

เช่น
35 = 19 + 13 + 3

ตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ 19 นักคณิตศาสตร์ก็พอจะพิสูจน์โดยอิงจาก Generalized Riemann hypothesis (ซึ่ง Riemann hypothesis ก็ยังพิสูจน์ไม่เสร็จอีกเช่นกัน แต่นักคณิตศาสตร์เชื่อว่ามันเป็นจริง) ได้ว่า Goldbach's Weak Conjecture เป็นจริงสำหรับเลขคี่ที่ใหญ่มากๆ (อาจจะฟังดูขัดกับสามัญสำนึกว่าทำไมพิสูจน์เลขใหญ่ๆ ได้ก่อน แต่ลองคิดตามดูดีๆ ว่ายิ่งเลขใหญ่มาก ชุดของเลขจำนวนเฉพาะคี่ 3 ตัวที่บวกกันได้เลขนั้นก็ยิ่งมีหลายชุด จึงพิสูจน์ได้ง่ายกว่า) นั่นแปลว่างานที่เหลือของนักคณิตศาสตร์ก็คือพิสูจน์ให้ได้ว่าเลขคี่จำนวนเล็กๆ ที่เหลือเป็นไปตาม Goldbach's Weak Conjecture ทั้งหมด

นักวิทยาศาสตร์ไขความลับแบคทีเรียที่ว่ายน้ำได้โดยไม่ต้องใช้หาง

Synechococcus เป็นหนึ่งในสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่พบได้ทั่วไป มันชอบว่ายน้ำเล่นอยู่บนชั้นผิวน้ำของท้องมหาสมุทรและแหล่งน้ำจืดที่มีแสงสว่างส่องถึง และในบางกรณี Synechococcus ก็ว่ายได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 25 ไมโครเมตรต่อวินาที (ถือเป็นความเร็วที่น่าพอใจมากถ้าคุณตัวยาวเพียงแค่ประมาณ 1 ไมโครเมตร)

การว่ายน้ำอาจไม่ใช่เรื่องแปลก แบคทีเรียและสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอื่นๆ ก็ว่ายน้ำได้โดยการสะบัดระยางค์คล้ายหางที่เรียกว่า "flagellum" แต่ Synechococcus ไม่มีหาง ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีระยางค์อะไรเลย ลองจินตนาการเทียบว่าพรุ่งนี้คุณไปว่ายน้ำที่สระข้างบ้านแล้วภาพที่อยู่ตรงหน้าคุณคือ คนแขนขาด้วนว่ายน้ำด้วยความเร็ว 25 เมตรต่อวินาที (90 กม./ชม.) เต็มทั้งสระ! คิดดูว่ามันน่าแปลกใจขนาดไหน?
(ผมมีแขนขาครบยังว่ายน้ำไม่เป็นเลย ยังไม่มีแฟนด้วย --- ไม่เกี่ยวกับข่าวเท่าไร แค่อยากบอก)

เพื่อที่จะไขความลับของ Synechococcus ทีมวิจัยที่นำโดย George Oster แห่ง University of California ใน Berkeley และ Kurt Ehlers แห่ง Truckee Meadows Community College ได้หันความสนใจไปที่แบคทีเรียอีกชนิดที่ชื่อว่า Myxococcus xanthus

ทำไมแคลเซียมในน้ำนมถึงไม่เปลี่ยนให้หัวนมกลายเป็นกระดูก

หนึ่งในสิ่งที่นักชีววิทยาโต้เถียงกันมานาน ก็คือ ทำไมต่อมน้ำนมถึงไม่แข็งเป็นกระดูก หลักฐานทางวิวัฒนาการตั้งแต่สมัยชาร์ลส์ ดาร์วิน เชื่อกันว่าต่อมน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเปลี่ยนมาจากต่อมเหงื่อชนิดพิเศษ ของเหลวอันอุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่ตัวแม่หลั่งออกมาช่วยให้ตัวอ่อนเติบโตได้ดีขึ้น ในปัจจุบันสัตว์ในกลุ่ม monotreme (พวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่วางไข่ เช่น ตัวกินมดหนาม, ตุ่นปากเป็ด) ก็ยังคงหลั่งน้ำนมออกมาจากต่อมน้ำนมที่กระจายอยู่ทั่วหน้าท้อง ไม่ได้มีหัวนมให้ตัวอ่อนดูดโดยเฉพาะ

แต่เมื่อดูจากปริมาณของแคลเซียมที่อยู่ในน้ำนม ก็จะพบว่าน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีแคลเซียมมากกว่าของเหลวที่ต่อมเหงื่อแบบ apocrine (ที่จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับต่อมน้ำนม) ถึง 100 เท่า ปริมาณแคลเซียมขนาดนี้น่าจะจับตัวฝังอยู่ในเนื้อเยื่อของต่อมน้ำนมและทำให้ต่อมน้ำนมแข็งเป็นกระดูกไปตั้งนานแล้ว นอกจากนั้นโปรตีนที่หลั่งออกมาเข้มข้นกว่าเหงื่อถึง 1,000 เท่าก็น่าจะจับตัวกันจนทำให้รูท่อต่อมน้ำนมตีบตัน

แต่ก็อย่างที่เรารู้กันดี เรื่องราววิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น (ยกเว้นของเจ๊เลดี้ กาก้า อันนั้นเลยเถิดไปจนถึงขั้นพ่นไฟได้แล้ว)

ชีวิตบนท้องถนนส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ไม่มีใครอยากเดินทางไป-กลับที่ทำงานไกลๆ หรอก และงานวิจัยล่าสุดของทีมนักวิจัยที่นำโดย Christine M. Hoehner แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ยิ่งใช้เวลาอยู่บนท้องถนนนานเท่าไร สุขภาพเรายิ่งแย่ลงเท่านั้น ไม่ใช่แค่สุขภาพจิต แต่เป็นสุขภาพร่างกายโดยรวม

งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,297 คนที่อาศัยและทำงานในเขตต่างๆ ได้แก่ ดัลลัส-ฟอร์ต เวิร์ธ, ออสติน, และเขตเทศบาลเท็กซัส เป็นต้น ตัวแปรที่เก็บมาใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่า cardiorespiratory fitness (CRF), ดัชนีมวลกาย (BMI), รอบเอว, ปริมาณไตรกลีเซอไรด์ในเลือด, ปริมาณกลูโคสในเลือด, ปริมาณคลอเลสเตอรอล HDL ("คลอเลสเตอรอลดี"), ความดันเลือด, เวลาที่ใช้ในการออกกำลังกาย

ผลปรากฏว่า กลุ่มตัวอย่างที่เดินทางประจำวันเป็นระยะทางไกลๆ มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาทางด้านสุขภาพมากกว่า เช่น กลุ่มตัวอย่างที่ต้องเดินทางไกลกว่า 15 ไมล์ มักจะออกกำลังกายไม่พอและมีปัญหาเป็นโรคอ้วน, กลุ่มตัวอย่างที่เดินทางไกลกว่า 10 ไมล์ก็มีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง

บางคนอาจคิดว่าเวลาที่ใช้บนรถอาจจะไปเบียดบังเวลาออกกำลังกาย จึงทำให้สุขภาพทรุดโทรม แต่เมื่อนักวิจัยตัดตัวแปรเรื่องเวลาในการออกกำลังกายออกไป ผลก็ยังคงแสดงให้เห็นว่าการเดินทางประจำวันเป็นระยะทางไกลๆ ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพอยู่ดี แม้ว่าจะน้อยลงไปบ้าง

นักวิจัยคาดว่าความเครียดจากการเดินทางไกลๆ คงมีผลกระทบต่อระบบเมตาบอลิซึมของร่างกายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ก่อนหน้านี้ก็มีงานวิจัยว่าการนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานานก็ทำร้ายสุขภาพมาแล้ว

ที่มา - Live Science

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ลงใน American Journal of Preventive Medicine doi: 10.1016/j.amepre.2012.02.020

เกราะป้องกันของระบบสุริยะอาจอ่อนกว่าที่เคยคาด เพราะดวงอาทิตย์แล่นอืดเกินไป

ขณะที่โคจรรอบใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์ของเราจะเคลื่อนที่ผ่านก๊าซในอวกาศ (interstellar gas) อยู่ตลอดเวลา บางทีก็โดนเศษละอองจากการระเบิดของซุปเปอร์โนวาบ้างอะไรบ้าง ปัจจุบันดวงอาทิตย์ (หรือทั้งระบบสุริยะของเรา) กำลังเคลื่อนที่อยู่ในกลุ่มก๊าซที่เรียกว่า Local Cloud

แต่โชคดีที่ดวงอาทิตย์มีการพ่นอนุภาคออกมาเป็นลมสุริยะ ทำให้เกิดลักษณะของฟองเกราะที่ปกป้องดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ไม่ให้โดนอนุภาครังสีคอสมิกพุ่งชนมากเกินไป โดยเฉพาะอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจะถูกเป่าออกไปจนเกือบหมด ส่วนอนุภาคที่ไม่มีประจุก็จะเคลื่อนไหลเข้ามาได้บ้าง นักวิทยาศาสตร์เรียกขอบเขตฟองอนุภาคของระบบสุริยะนี้ว่า Heliosphere

ทีมวิจัยที่นำโดย David McComas แห่ง Southwest Research Institute ในซานแอนโตนิโอ รัฐเท็กซัส ได้ใช้ข้อมูลจากยานอวกาศ IBEX ของ NASA มาคำนวณความเร็วของอนุภาคไร้ประจุที่ไหลเข้ามาใน Heliosphere

พบฟอสซิลญาติตัวกระเปี๊ยกของหมีแพนด้าในสเปน

ทีมนักวิจัยจาก National Museum of Natural Sciences (MNCN-CSIC) ของสเปน และ University of Valencia ได้รายงานการค้นพบซากฟอสซิลส่วนฟันของสัตว์ในตระกูลหมี (Ursidae) ในเมืองซาราโกซา ประเทศสเปน

หมีตัวนี้ได้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Agriarctos beatrix แม้จะมีหลักฐานให้เพียงแค่ฟอสซิลของส่วนฟัน แต่นักวิจัยก็ทราบได้ว่ามันเป็นหมีสปีชีส์ใหม่ที่ไม่เคยมีการค้นพบมาก่อน เพราะว่าฟอสซิลฟันที่ค้นพบมีลักษณะและขนาดต่างจากหมีโบราณสกุล Agriarctos, Ursavus, และ Indarctos ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

Agriarctos beatrix เจ้าของฟันมีชีวิตอยู่ในยุค Myocene เมื่อประมาณ 11 ล้านปีที่แล้ว นักวิจัยประเมินว่ามันคงมีน้ำหนักตัวไม่เกิน 60 กิโลกรัม ตัวเล็กกว่าหมีคน (หรือหมีหมา) ซึ่งเป็นหมีที่ตัวเล็กที่สุดในปัจจุบันเสียอีก สีขนบนลำตัวก็คงมีทั้งสีดำและขาวพาดเป็นลายคล้ายๆ หมีคนหรือหมีแพนด้า เนื่องจากสีขนขาว-ดำนี้เป็นลักษณะที่พบได้ทั่วไปในหมียุคแรกๆ อยู่แล้ว และจากการวิเคราะห์เทียบกับแผนภูมิวิวัฒนาการ หมี Agriarctos beatrix ก็เป็นญาติที่ใกล้ชิดกับหมีแพนด้าพอสมควร

นักวิทยาศาสตร์ยังสันนิษฐานต่อไปอีกว่า Agriarctos beatrix คงเป็นหมีที่ไม่ค่อยวิ่งล่าหาเหยื่อเท่าไรนัก คงจะชอบอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ประจำที่มากกว่า เมื่อเจอสัตว์ผู้ล่า มันคงปีนขึ้นต้นไม้เพื่อหลบภัย (นี่เขาพบแค่ฟันไม่กี่ซี่เองนะ ทำไมสันนิษฐานได้เยอะจัง?)

ที่มา - Science Daily

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Estudios Geológicos DOI: 10.3989/egeol.40714.182

ส่วนผสมหลักในครีมกันแดดอาจเป็นอันตรายต่อเซลล์

ส่วนผสมหลักที่เป็นที่นิยมในครีมกันแดดที่วางขายอยู่ในท้องตลาด คือ ซิงค์ออกไซด์ (ZnO) เมื่อมีแสงอัลตร้าไวโอเลต (UV) มาตกกระทบ อนุภาคของ ZnO ก็จะทั้งสะท้อนแสงส่วนหนึ่งออกไปและดูดซับแสงส่วนหนึ่งเอาไว้ ป้องกันไม่ให้แสงพุ่งเข้าชนผิวหนังของเราตรงๆ

แต่งานวิจัยของทีม ดร. Yinfa Ma แห่ง Missouri University of Science and Technology ค้นพบว่า ZnO เองก็สร้างปัญหาให้กับเซลล์ได้เหมือนกัน

นักวิจัยทดลองโดยใช้เซลล์เยื่อบุผิวปอดมนุษย์ที่เพาะเลี้ยงให้ห้องทดลอง เซลล์จะถูกนำมาจุ่มในสารแขวนลอยของ ZnO ที่มีขนาดระดับนาโนและไมโคร จากนั้นก็ฉายแสงที่มีความยาวคลื่นระดับต่างๆ ลงไปเป็นระยะเวลาต่างๆ กัน แล้วสังเกตว่าเซลล์มีการตายมากหรือน้อยเพียงไร

ผลจากการทดลองพบว่า เมื่อโดนฉายแสงเท่าๆ กัน เซลล์ที่จุ่มอยู่ในสารแขวนลอยของ ZnO ตายมากกว่าเซลล์ในกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ใส่อะไร หลังจากการฉายแสง UVA เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เซลล์เยื่อบุผิวปอดตายไปครึ่งหนึ่ง และเมื่อฉายแสง UVA เป็นเวลา 12 ชั่วโมง 90% ของเซลล์ก็ตายเรียบ

แม้แต่กลุ่มที่โดนฉายด้วยแสงในย่านความถี่ที่มองเห็นได้ (visible light) เซลล์ที่อยู่ใน ZnO ก็ตายมากกว่าเซลล์ในกลุ่มควบคุมอยู่ดี

Yinfa Ma สรุปผลการทดลองนี้ว่า เมื่อทำได้รับพลังงานจากแสง ZnO อาจจะเกิดปฏิกิริยาที่ปล่อยอนุมูลอิสระออกมา อนุมูลอิสระจะวิ่งเข้าไปทำปฏิกิริยากับสารประกอบชีวเคมีในเซลล์ ส่งผลให้เซลล์ตาย

ในปี 2009 ทีมวิจัยของ Yinfa Ma ก็เคยรายงานผลของ ZnO ต่อเซลล์มนุษย์ในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว (DOI: 10.1007/s11051-008-9419-7 หรือดาวน์โหลดบทความงานวิจัยได้จาก เว็บไซต์ของ Missouri S&T) ผลการทดลองรอบนี้จึงเป็นการยืนยันผลกระทบของ ZnO ต่อเซลล์มนุษย์อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าครีมทากันแดดจะส่งผลเป็นอันตรายต่อเซลล์ผิวหนังของเราหรือไม่ แต่หาก ZnO ในครีมกันแดดปล่อยอนุมูลอิสระออกมาจริง มันก็มีโอกาสอย่างสูงที่จะทำลายเซลล์ผิวหนังของเราและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งผิวหนังได้

งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้จะตีพิมพ์ใน Toxicology and Applied Pharmacology

ที่มา - Science Daily

Syndicate content