terminus's blog

ชีวิตอันเจ็บปวดของคนอ้วน

งานวิจัยล่าสุดของ Arthur Stone และ Joan Broderick แห่ง Stony Brook University อาจจะเป็นข่าวร้ายที่ซ้ำเติมชีวิตคนอ้วนให้เศร้าหนักมากขึ้นกว่าเก่า นักวิจัยทั้งสองวิเคราะห์พบว่ายิ่งเราอ้วนมากเท่าไร เราก็จะต้องเจอกับอาการเจ็บปวดในชีวิตประจำวันมากขึ้นเท่านั้น

ข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ครั้งนี้เอามาจากข้อมูลการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของชาวอเมริกัน 1,010,762 คนที่ทำโดย Gallop Organization ระหว่างปี 2008-2010 นักวิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 5 กลุ่มตาม BMI (body mass index) ดังนี้ กลุ่มที่มี BMI ต่ำกว่า 25 ลงไป, กลุ่มน้ำหนักเกินมาตรฐาน (BMI 25-30), กลุ่มอ้วนระดับ 1 (BMI 30-35), กลุ่มอ้วนระดับ 2 (BMI 35-40), และกลุ่มอ้วนระดับ 3 (BMI 40 ขึ้นไป)

ผลจากการวิเคราะห์ออกมาว่า เมื่อเอากลุ่มที่มี BMI ต่ำกว่า 25 เป็นฐาน กลุ่มที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมีแนวโน้มรายงานว่าร่างกายตัวเองเจอความเจ็บปวดในชีวิตประจำวันถี่กว่าฐานของคนน้ำหนักตัวปกติ 20% และตัวเลขนี้ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามน้ำหนักตัว กลุ่มอ้วนระดับ 1 รายงานความเจ็บปวดถี่กว่าฐานปกติ 68%, กลุ่มอ้วนระดับขยับขึ้นมาเป็น 136%, กลุ่มอ้วนระดับ 3 พุ่งไปถึง 254% เมื่อเทียบกับฐาน

แม้จะตัดปัจจัยเรื่องผลของน้ำหนักตัวที่สร้างภาระต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อออกไปแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างความอ้วนและความเจ็บปวดก็ยังคงปรากฏมีอยู่ แสดงให้เห็นว่าไขมันส่วนเกินที่สะสมในร่างกายของคนอ้วนน่าจะไปกระตุ้นอะไรบางอย่างที่เพิ่มความเจ็บปวด เช่น เพิ่มการอักเสบ เป็นต้น

นอกจากนี้ก็อาจจะยังมีเรื่องของภาวะซึมเศร้าเข้ามาเกี่ยวข้อง คนที่เป็นโรคอ้วนมีแนวโน้มจะเกิดภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนปกติอยู่แล้ว และก็เคยมีงานวิจัยชี้ว่าภาวะซึมเศร้าเองก็มีผลเพิ่มความรู้สึกเจ็บปวดด้วย

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Obesity doi:10.1038/oby.2011.397

ที่มา - Stony Brook News, Live Science

สภาพแวดล้อมอนุรักษ์นิยมและเคร่งศาสนาทำให้อัตราแม่วัยเรียนสูงขึ้น

การตั้งครรภ์ขณะเรียนของเด็กวัยรุ่นเป็นปัญหาหนึ่งของสังคมยุคอุตสาหกรรม เนื่องจากพ่อแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อมในการรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตามมา หลักสูตรสมัยใหม่ทั่วไปจึงหาทางเพิ่มเติมเรื่องเพศศึกษาและการคุมกำเนิดเข้าไปในระบบการศึกษาด้วย

สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาการตั้งครรภ์ของเด็กวัยรุ่นหนักหนาที่สุดของโลก โดยเฉลี่ยในเด็กสาวอายุ 15-19 ปี 1,000 คน จะมี 39.1 คนได้เป็นแม่คนตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ

แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม แต่งานวิจัยหลายชิ้นก็ระบุยืนยันว่าการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่เด็กมีส่วนช่วยลดอัตราแม่วัยเรียนของนักเรียนในโรงเรียนได้

ผู้ชายไม่สนใจอ่านโปรไฟล์คู่เดตออนไลน์ เอาแต่ดูรูป

บริษัทวิจัย AnswerLab ได้ทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างผู้ชาย 18 คนและผู้หญิง 21 คน เพื่อจะดูว่าขณะที่เข้าไปเยี่ยมชมเว็บหาคู่ออนไลน์นั้น ผู้ชายกับผู้หญิงสนใจมองหาอะไรของว่าที่คู่เดตกันบ้าง

เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองนี้มีชื่อว่า Tobii X1 Light Eye Tracker ซึ่งจะยิงรังสีอินฟราเรดไปยังดวงตาของกลุ่มตัวอย่าง รังสีที่สะท้อนกลับมาจะถูกแปลผลเป็นการเคลื่อนไหวของกระจกตาและรูม่านตาทำให้นักวิจัยสามารถคำนวณได้ว่าในขณะหนึ่งๆ กลุ่มตัวอย่างเล็งสายตาไปยังส่วนใดบนจอคอมพิวเตอร์บ้างและเพ่งมองแต่ละจุดเป็นระยะเวลานานเท่าใด

ผลปรากฏว่า ผู้ชายใช้เวลาเพ่งอยู่กับรูปภาพมากกว่าผู้หญิงถึง 65% แต่ผู้หญิงกลับใช้เวลาเพ่งสายตาอ่านข้อมูลในโปรไฟล์มากกว่าผู้ชาย 50%

เห็นว่าแอดมิน Blognone เว็บพี่ของ JuSci ก็กำลังวางแผนจะเปิดเว็บหาคู่กันอยู่ด้วย งานวิจัยลักษณะนี้น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ฮุฮิๆ

ที่มา - Discovery News

เส้นใยแบตเตอรี่ใช้ถักเป็นเสื้อผ้าได้

ทีมวิจัยที่นำโดย Maksim Skorobogatiy แห่ง Polytechnic School of Montreal ในแคนาดา ประสบความสำเร็จในการประดิษฐ์แบตเตอรี่แบบใหม่ที่ยืดหยุ่นพอจะทำเป็นเส้นใยเอามาถักทอเสื้อผ้าได้เลย

แบตเตอรี่เส้นใยสังเคราะห์นี้มีลักษณะเนื้อผิวคล้ายหนังเทียม ประกอบด้วยขั้วแคโธดที่ทำจาก lithium iron phosphate cathode และขั้วแอโนดที่ทำจาก lithium titanate ประกบกัน ตรงกลางแทรกด้วยอิเล็กโทรไลต์ polyethylene oxide (PEO) ส่วนประกอบทั้งหมดเป็นเทอร์โมพลาสติกซึ่งสามารถขึ้นรูปและยืดได้ด้วยการให้ความร้อน

เมื่อยืดแบตเตอรี่จนเป็นเส้นด้ายยาวๆ และเอามาถักเป็นเสื้อผ้า ก็จะได้เสื้อแบตเตอรี่ที่ไม่ต้องใช้ของเหลวเป็นอิเล็กโทรไลต์ตัวแรกของโลก

จากการทดสอบเบื้องต้น นักวิจัยได้เอาแบตเตอรี่มาถักต่อกันเป็นวงจร ก็พบว่ามันสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้ามากพอที่จะให้หลอด LED ส่องสว่างได้

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ใน Journal of the Electrochemical Society, DOI: 10.1149/2.020204jes

ที่มา - New Scientist

งานวิจัยชี้โรคอ้วน 'แพร่เชื้อ' ได้ในหนูทดลอง

เคยมีการศึกษาก่อนหน้าที่แสดงให้เห็นว่าโรคอ้วน (obesity) สามารถแพร่กระจายในหมู่เพื่อนฝูงได้ เนื่องจากคนที่สนิทกันมักจะปรับตัวให้มีพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน แต่ทีมวิจัยที่นำโดย Richard Flavell แห่ง Yale School of Medicine ค้นพบว่าแบคทีเรียมีส่วนในการแพร่โรคอ้วนจากหนูตัวหนึ่งไปยังสู่เพื่อนหนูในกรงเดียวกันได้

การค้นพบนี้มาจากการทดลองกับหนูทดลองที่ถูกนักวิจัยดัดแปลงให้มีความผิดทางระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดเป็นโรคที่เรียกว่า "Non-alcoholic fatty liver disease" (NAFLD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของกระบวนการเมตาบอลิซึมที่ตับ หนูที่เป็น NAFLD จะมีไขมันสะสมในตับและพัฒนาเป็นโรคอ้วน เมื่อจับหนู NAFLD อยู่กับหนูปกติที่มีน้ำหนักตัวปกติ ปรากฏว่าหนูปกติเกิดอาการของ NAFLD ขึ้นมาและกลายเป็นหนูอ้วน

แนะนำของขวัญวาเลนไทน์สไตล์คนรักแมลง: ตั้งชื่อให้แมลงสาบตามชื่อคนรัก

ถึงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว คนมีความรักทั้งหลายคงกำลังเล็งหาของขวัญสำหรับคนพิเศษกันอยู่ ถ้าหากใครยังไม่มีไอเดียของขวัญวาเลนไทน์สุดเก๋สำหรับปีนี้ อย่ารอช้าครับ จัดไปเลยอันนี้ "แคมเปญพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ของสวนสัตว์ Bronx Zoo

สวนสัตว์ Bronx Zoo ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ Wildlife Conservation Society มีแคมเปญสำหรับเทศกาลแห่งความรักด้วยการเปิดโอกาสให้คุณตั้งชื่อแมลงสาบมาดากัสการ์ (Madagascar hissing cockroach) ในสวนสัตว์ตามชื่อคนที่คุณรัก จะเป็นชื่อใครก็ได้ไม่จำกัด เช่น แฟน กิ๊ก ลูก แม่ยาย อดีตคนรัก ฯลฯ สนนราคาต่อหนึ่งชื่ออยู่ที่ 10 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น

นักวิจัยประดิษฐ์เครื่องอ่านคำพูดจากสมอง

ข่าวดีสำหรับคนที่คิดอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ปากดันไม่มีแรงขยับจะพูด ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้สร้างเครื่องแปลคำพูดออกมาจากสมองขึ้นมาสำเร็จแล้ว

ทีมวิจัยที่นำโดย Brian Pasley แห่ง University of California, Berkeley เริ่มจากศึกษาการทำงานของสมองในการประมวลผลเสียงคำพูดที่ได้ยิน การศึกษาพุ่งเป้าไปที่สมองส่วนเกี่ยวกับการได้ยินที่เรียกว่า superior temporal gyrus (STG) และ middle temporal gyrus (MTG) นักวิจัยจำเป็นต้องฝังขั้วไฟฟ้าเข้าไปที่สมองโดยตรง เนื่องจากต้องการเก็บข้อมูลให้ลงลึกถึงรายละเอียด การแปะขั้วไฟฟ้าบนศีรษะภายนอกไม่อาจจะตรวจจับสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ได้ ดังนั้นในการศึกษานี้ นักวิจัยจึงเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยโรคลมชักและโรคเนื้องอกในสมองที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอยู่แล้วจำนวน 15 คน

กลุ่มตัวอย่างจะได้ฟังคำพูดจากบทสนทนาสั้นๆ นักวิจัยก็จะบันทึกไว้ว่าขณะที่ได้ยินคำพูดแต่ละคำ สมองมีการทำงานอย่างไรบ้าง และผลจากการสังเกตก็พบว่าคำแต่ละคำที่ได้ยินจะถูก "บันทึก" ในลักษณะพิเศษเฉพาะซึ่งนักวิจัยสามารถสร้างอัลกอริธึมขึ้นมาเพื่อตรวจจับลักษณะดังกล่าวและแสดงออกมาในรูปของกราฟตามรูปแบบของเสียงที่กลุ่มตัวอย่างได้ยินได้ (ดูวิดีโอข้างล่างของ New Scientist ประกอบ)

ฮอร์โมนเพศชายทำให้ผู้หญิงอีโก้แรงขึ้น

ทีมวิจัยที่นำโดย Nicholas Wright แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ทดลองฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายตัวหนึ่งเข้าไปในร่างกายของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงจำนวน 34 คน แล้วจากนั้นก็ให้กลุ่มตัวอย่างผู้หญิงเหล่านั้นจับคู่กันเพื่อเล่นเกมจับผิดภาพ โดยทั้งสองคนในคู่จะต้องช่วยกันเลือกให้ได้ว่าภาพไหนมืดกว่า ภาพไหนสว่างกว่า หากคำตอบของสองคนไม่ตรงกัน ก็จะต้องปรึกษากันว่าจะเลือกเอาอันไหน

การทดลองให้ผลปรากฏว่า เมื่อเจอกับคำถามข้อที่สองคนในคู่ตกลงเลือกคำตอบตรงกันไม่ได้ ผู้หญิงที่ได้รับเทสโทสเตอโรนมีแนวโน้มที่จะเลือกยืนยันคำตอบที่ตัวเองเลือกไว้ในทีแรกมากกว่าผู้หญิงที่ได้รับยาปลอม (placebo)

ผลนี้ชี้ให้เห็นว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลต่อระบบความคิดของผู้หญิง นั่นคือมันทำให้ผู้หญิงมีความคิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (egocentric) มากขึ้น ส่งผลให้การทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับผู้อื่นยากลำบากขึ้น

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีงานวิจัยระบุออกมาแล้วว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลทำให้ผู้หญิงมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นและมีความไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นน้อยลง

น่าเสียดายที่งานวิจัยเกี่ยวกับผลของเทสโทสเตอโรนต่อพฤติกรรมมนุษย์มีทำกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชายน้อย เนื่องจากการฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเข้าไปในร่างกายผู้ชายอาจกระทบระบบสมดุลฮอร์โมนและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ขณะที่สำหรับผู้หญิงที่ได้รับเทสโทสเตอโรนเข้าไปไม่มากนัก ร่างกายจะปรับสมดุลได้เองในระยะเวลาไม่นาน อย่างในการทดลองนี้ก็ฉีดให้เพียง 80 มิลลิกรัม (ระดับที่จะทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงเพิ่มขึ้นมาเท่ากับระดับปกติในร่างกายผู้ชายพอดี)

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences doi: 10.1098/rspb.2011.2523 (เป็น Open Access ดาวน์โหลดบทความตัวเต็มได้ฟรี)

ที่มา - Live Science

สเปิร์มอาจไม่ได้ราคาถูกอย่างที่คิด...อย่างน้อยก็ในจิ้งหรีด

นักชีววิทยามักคิดกันว่าตัวผู้ลงทุนน้อยกว่าตัวเมียในแง่ของการผลิตเซลล์สืบพันธุ์ เนื่องจากสเปิร์มมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ไข่มาก ตัวผู้สามารถผลิตสเปิร์มได้เป็นล้านอย่างสบายๆ แต่การทดลอง Damian Dowling แห่ง Monash University และ Leigh Simmons แห่ง University of Western Australia กลับแสดงให้เห็นว่าต้นทุนของการผลิตสเปิร์มก็ไม่ได้ราคาถูกอย่างที่เชื่อกัน

สัตว์ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองนี้ คือ จิ้งหรีด Teleogryllus oceanicus นักวิจัยจับจิ้งหรีดตัวผู้ใส่ลงในกล่อง กล่องแต่ละใบจะมีตัวเมียอยู่ 1 ตัว ซึ่งตัวเมียก็จะมีทั้งแบบ "ตัวเมียที่ยังไม่โตถึงวัยเจริญพันธุ์", "ตัวเมียที่โตพร้อมแล้วแต่โดนนักวิจัยเอากาวอุดตรงช่องสืบพันธุ์", และ "ตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ได้ (และไม่โดนกาวอุด)"

ผลการทดลองปรากฏว่า ตัวผู้ที่อยู่กล่องเดียวกับตัวเมียที่ยังไม่โตถึงวัย ผลิตสเปิร์มน้อยกว่าตัวผู้ที่อยู่กับตัวเมียที่โตถึงวัยผสมพันธุ์ถึงสองเท่า และการผลิตสเปิร์มปริมาณมากส่งผลเสียต่อระบบภูมิต้านทานบางอย่าง เช่น ทำให้มีปริมาณโปรตีนใน "เลือด" น้อยลง เป็นต้น แม้ความสัมพันธ์ของปริมาณสเปิร์มที่ผลิตกับระบบภูมิต้านทานก็อยู่เพียงระดับอ่อนๆ เท่านั้น แต่ก็มีนัยสำคัญในทางสถิติ

ในธรรมชาติก็แปลได้ว่า จิ้งหรีดตัวผู้ที่ลงทุนไปกับการสร้างสเปิร์มมาก จะต้องมีแบกรับความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรีย การที่ตัวผู้ลดการผลิตสเปิร์มลงเมื่อไม่มีตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ ก็อาจจะเป็นกลยุทธปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขาดทุน

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS ONE doi:10.1371/journal.pone.0030172

ที่มา - PhysOrg

การแยกห่างจากคนรักมีผลเสียต่อสุขภาพ

ในการประชุมประจำปีของ Society for Personality and Social Psychology (SPSP) ณ San Diego สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 26-28 มกราคม 2012 ทีมวิจัยที่นำโดย Lisa Diamond แห่ง University of Utah ได้นำเสนอการศึกษาถึงผลของความรักที่มีต่อสุขภาพเมื่อเราต้องแยกห่างจากคู่รักของเรา

ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่รักจำนวน 34 คู่ นักวิจัยตรวจสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างก่อน, ระหว่าง, และหลังจากที่กลุ่มตัวอย่างจะต้องแยกกันอยู่กับคู่รักของตัวเองเป็นระยะเวลาสั้นๆ 4-7 วัน

ผลปรากฏว่า ในระหว่างที่แยกกันนั้น กลุ่มตัวอย่างแสดงภาวะของอาการเครียดซึ่งมีผลทำให้การนอนหลับมีปัญหาและมีผลเสียต่อสุขภาพจิต ระดับฮอร์โมน cortisol ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์เครียดในน้ำลายของกลุ่มตัวอย่างก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ที่มา - Medical Xpress, Medical Daily

ป.ล. ผมก็ไม่ค่อยอยากจะชี้แนะอะไรมากนะ แต่ว่าเมื่อรวมเข้ากับข่าวที่แล้ว "ความรักทำให้คนพร้อมทำลายผู้อื่น" (ซึ่งความจริงมันก็เกี่ยวกันนั่นแหละ เพราะทั้งสองงานวิจัยถูกนำเสนอในการประชุมเดียวกัน) เราก็จะเห็นได้ว่าความรักเป็นสิ่งอันตรายที่ทำร้ายทั้งคนที่รักและคนรอบข้าง ดังนั้นผมขอแนะนำว่าอย่าไปมีความรักเลยดีกว่า มาเข้าสมาคมคนโสดกับผมและเพื่อนของเราอีกหลายคนในเว็บ JuSci แห่งนี้กันเถอะๆ

ใครกดแชร์ข่าวนี้ ผมจะถือว่าเห็นด้วยกับผมโดยปริยาย (หวังว่าผมคงไม่เห็นยอดแชร์ติดลบเป็นครั้งแรกใน JuSci นะ)

Syndicate content