pawinpawin's blog

การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อาจป้องกันการเป็นโรคอัลไซเมอร์

ปกติเรามักจะคิดว่าการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่งานวิจัยที่มาจากคณะที่นำโดย Gary W. Arendash จาก Florida Alzheimer's Disease Research Centerนี้อาจให้ผลที่แตกต่างกันออกไป

โดยนักวิจัยได้ทำการทดลองให้หนู (Mouse) ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ให้อยู่กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในปริมาณที่ใกล้เคียงกับที่พบในการใช้โทรศัพท์ของคนทั่วไป (ประมาณวันละสองชั่วโมง เป็นเวลา 7-9 เดือน) นักวิจัยพบว่าการสะสมของโปรตีน Beta Amyloid ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ นั้นลดลง และหนูนั้นมีความจำที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ดีนักวิจัยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นได้อย่างไร ทฤษฏีที่มีอยู่คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจจะทำให้เกิดการขับออกของโปรตีนดังกล่าว หรืออาจจะเป็นจากการที่มีเลือดไปเลี้ยงสมองในปริมาณที่มากขึ้นก็เป็นได้ นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้ย้ำว่าผลลัพธ์ของการทดลองนี้ยังไม่สามารถนำไปสรุปใช้กับในคนได้

ที่มา: Journal of Alzheimer's Disease (Full Text PDF), Reuters

นักวิทยาศาสตร์ใช้ PageRank ค้นหาสปีชีส์ที่อาจสูญพันธุ์

ไอเดียของ PageRank ที่กูเกิลสร้างเพื่อจัดอันดับความสำคัญของเว็บไซต์ ที่ว่าเว็บไซต์หนึ่งๆ จะสำคัญก็ต่อเมื่อมีเว็บไซต์อื่นที่สำคัญลิงค์ไปสู่เว็บไซต์นั้น นั้นได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการวิเคราะห์หาสิ่งมีชีวิตที่อาจสูญพันธุ์ได้ง่ายแล้วครับ

Stefano Allesina และ Mercedes Pascual จาก National Center for Ecological Analysis and Synthesis จากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้นำเสนอวิธีการนำ PageRank ที่ใช้อยู่ของกูเกิลนี้มาปรับใช้ โดยให้สปีชีส์แต่ละสปีชีส์แทนหน้าเว็บเพจ และการกินต่อกันเป็นทอดๆ นี้เป็นลิงก์ที่เชื่อมโยงกันแทน (เช่นหญ้าสำคัญเพราะมีแพะกิน แพะสำคัญเพราะมีสิงโตกิน ฯลฯ) และเพื่อแก้ไขปัญหาของการที่สิงโตไม่ถูกอะไรกิน นักวิทยาศาสตร์ก็ได้จำลอง "root node" ตามวิธีคิดที่ว่าทุกๆ สิ่งมีชีวิตจะมีส่งความสำคัญต่อระบบนิเวศด้วยการขับถ่ายและการเน่าสลาย

หลังจากการจำลองแล้ว กระบวนการนี้สามารถที่จะทำนายสปีชีส์ที่อาจสูญพันธุ์ได้ดีกว่าวิธีการก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี และผู้วิจัยหวังว่าวิธีการจำลองใหม่นี้จะช่วยนักชีววิทยาในการมองระบบนิเวศในมุมมองที่กว้างขึ้นได้ครับ

ที่มา: PLoS Computational Biology via Wired

นักวิจัยเปลี่ยนกล้องติดโทรศัพท์ให้เป็นกล้องจุลทรรศน์

นักวิจัยนำทีมโดย David N. Breslauer จาก University of California Berkeley นั้นได้ค้นพบวิธีการติดตั้งเลนส์เพิ่มเพื่อเปลี่ยนกล้องติดโทรศัพท์ธรรมดาๆ ให้เป็นกล้องจุลทรรศน์ที่สามารถส่องดูเม็ดเลือด และเชื้อมาลาเรียได้

กล้องรุ่นที่ทีมนักวิจัยนั้นใช้คือ Nokia N73 (ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล) และใช้อุปกรณ์ชุดเลนส์ที่ทางทีมวิจัยให้ชื่อว่า CellScope เมื่อต่อกับเลนส์กล้องของโทรศัพท์แล้วก็จะสามารถถ่ายภาพได้จากโทรศัพท์เอง สำหรับคุณภาพของภาพที่ได้ออกมานั้นถือได้ว่าดีทีเดียว โดยสามารถที่จะเห็นเชื้อมาลาเรียได้อย่างชัดเจน และเห็นเชื้อวัณโรคได้ด้วยเทคนิคเพิ่มเติมเล็กน้อย (ลองดูรูปใน PLoS ONE และวิดีโอจากหน้านี้ประกอบ)

นักวิจัยเชื่อว่าการค้นพบในครั้งนี้นั้นจะช่วยให้ประเทศที่ยากจนและไม่มีเงินสำหรับซื้อกล้องจุลทรรศน์นั้นสามารถวินิจฉัยโรคเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

ที่มา: PLoS ONE Research Article via Scientific American, UCBerkeley News

Coke Zero ถูกแบนในเวเนซูเอลา

กระทรวงสาธารณสุขของเวเนซูเอลา ได้ห้ามการจำหน่ายน้ำอัดลม Coke Zero เนื่องจากว่าบริษัทที่จัดจำหน่ายนั้นไม่สามารถที่จะเปิดเผยชนิดของสารให้ความหวานแทนน้ำตาลที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นได้อย่างถูกต้อง

โดยเจ้าหน้าที่นั้นได้กล่าวว่าเมื่อทดสอบแล้วผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้นอาจจะมีส่วนผสมของ sodium cyclamate อย่างไรก็ดีทางบริษัทจัดจำหน่ายนั้นอ้างว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายนั้นใช้ Acesulfame-K และ Aspartam ต่างหาก

sodium cyclamate นั้นไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหารมนุษย์จากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากต้องสงสัยว่าอาจทำให้เกิดมะเร็งได้ อย่างไรก็ดี สารนี้ไม่ได้ถูกห้ามในประเทศอื่นๆ ในแถบลาตินอเมริกา รวมไปถึงเวเนซูเอลาเองด้วย

ที่มา: AP

สกัดการแพร่เชื้อโรคด้วยการวิเคราะห์เสียงไอ

โรคติดต่อสมัยใหม่นั้นติดต่อผ่านทางการเดินทางของผู้ที่ติดเชื้อ และสนามบินก็เป็นจุดหนึ่งในการสกัดกั้นโรคนี้ไม่ให้แพร่ได้ ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยเองนั้นก็ได้อาศัยเทคโนโลยีในการตรวจวัดไข้เพื่อกรองผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อโรค แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในกรณีที่บางโรคนั้นอาจไม่มีไข้ทั้งๆ ที่มีเชื้ออยู่ (เช่น ไข้หวัด H1N1 เองก็ไม่จำเป็นต้องมีไข้เมื่อติดเชื้อในวันแรกๆ) เทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นอาจช่วยเราคัดกรองได้มากขึ้นครับ

บริษัท Biorics ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย Catholic University of Leuven ในเบลเยี่ยม กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับการใช้ไมโครโฟนเล็กๆ ติดภายในสนามบินเพื่อจับเสียงที่เกิดขึ้นจากการ "ไอ" ของผู้ที่ติดเชื้อ โดยซอฟต์แวร์ที่ได้รับการพัฒนามาเป็นพิเศษนั้นสามารถที่จะแยกแยะเสียงไอที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อออกจากเสียงไอธรรมดาได้ และยังสามารถวิเคราะห์ตำแหน่งของผู้ที่ไอ เพื่อใช้ร่วมกับกล้องวงจรปิดในการตรวจค้นผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ

นอกจากที่จะจับเสียงในคนแล้ว บริษัทยังได้ทดสอบระบบดังกล่าวในฟาร์มหมู และพบว่าสามารถค้นหาหมูที่ป่วยได้ถึง 82% ภายในเวลาสามชั่วโมงอีกด้วย และ Biorics เองยังหวังว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวนั้นอาจจะนำไปประยุกต์กับไมโครโฟนของโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายอีกด้วย

อย่าไอสุ่มสี่สุ่มห้านะครับ!

ที่มา: NewScientist

Sanofi-Aventis กำลังพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกนั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร ในประเทศไทยเองก็ถือว่าเป็นดงของโรค และถือเป็นประเทศที่เชี่ยวชาญด้านไข้เลือดออกในระดับโลกเลยทีเดียว อย่างไรก็ดีเราอาจจะกำลังมีคู่แข่งแล้ว

บริษัท Sanofi-Aventis ผู้ผลิตยาสัญชาติฝรั่งเศสรายใหญ่ที่ผลิตยาหลายอย่างที่ใช้เป็นประจำ (เช่นยา Plavix หรือชื่อสามัญ clopidogrel ที่เป็นข่าวตอนทำ Compulsatory Licensing หรือ CL ของยา) กำลังทุ่มงบประมาณกว่า 350 ล้านยูโร ในการผลิตวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก โดยบริษัทนั้นมีเป้าหมายให้วัคซีนดังกล่าวนั้น "ไม่สามารถผลิตได้ง่ายๆ จนสามารถทำเทียมได้"

โดยงบประมาณส่วนหนึ่งจะแบ่งให้กับการสร้างโรงงานผลิตวัคซีนที่ตั้งอยู่ในเมือง Lyon ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และเตรียมพร้อมที่จะผลิตวัคซีนกว่า 100 ล้านชุดสำหรับประเทศที่มีการระบาดของโรคดังกล่าวภายในปี 2014

ยาฉีดคุมกำเนิดสำหรับผู้ชายใกล้ความสำเร็จไปอีกขั้น

วิธีคุมกำเนิดชั่วคราวในผู้ชายนั้นมีค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับผู้หญิง โดยส่วนใหญ่ที่เห็นๆ กันก็คือการใช้ถุงยางอนามัยเพียงอย่างเดียว ต่อไปนี้เราอาจจะเห็นวิธีคุมกำเนิดแบบใช้ยาฮอร์โมนในผู้ชายมากขึ้น หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการวิจัยที่จีนครับ

ยาคุมกำเนิดที่มีการศึกษาใหม่นี้คือฮอร์โมน testosterone ซึ่งนักทีมนักวิจัยจากปักกิ่ง นำโดย Yiqun Gu แห่ง National Research Institute for Family Planning ได้ทำการฉีดฮอร์โมนดังกล่าวในรูปแบบ testosterone undecanoate ขนาด 500 mg ให้ผู้ชายวัยเจริญพันธุ์ (20-45 ปี) ชาวจีนจำนวนกว่า 1,045 คน และดูปริมาณการตั้งครรภ์ในช่วงที่ฉีดดังกล่าว ผลพบว่าในระหว่างการวิจัยนั้นมีการตั้งครรภ์เพียง 9 ครั้งเท่านั้น หรือคิดเป็นเพียง 1.1% ของทั้งการวิจัย

สำหรับผลข้างเคียงนั้นพบน้อยมาก โดยส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นคือมีความรู้สึกเจ็บปวดบริเวณที่ฉีด (41 ราย), มีสิวขึ้น (77 ราย), ไอมาก (22 ราย), อารมณ์เปลี่ยนแปลง (8 ราย), และผื่นคัน (8 ราย) สำหรับความรู้สึกอยากทางเพศที่เปลี่ยนไปนั้นแตกต่างออกไปในแต่ละคน แต่ส่วนใหญ่จะอยากมากขึ้น และเมื่อจบงานวิจัยนั้นพบว่าผู้ที่เลิกใช้นั้นสามารถกลับมามีบุตรได้ตามปกติภายในระยะเวลาเฉลี่ยหกเดือน ผู้วิจัยสรุปว่าการฉีดฮอร์โมนชนิดดังกล่าวนั้นปลอดภัย และได้ผลที่ดีในผู้ชายชาวจีน

งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำขึ้นสำหรับยาฉีดคุมกำเนิดในผู้ชายนั้นไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยาเนื่องจากความต้องการในตลาดนั้นมีน้อย ทำให้ต้องอาศัยแรงผลักดันจากภาครัฐและมูลนิธิต่างๆ เป็นหลัก

สหรัฐผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายหน้าสำเร็จเป็นรายแรก

ทีมแพทย์จาก Cleveland Clinic ได้เปิดเผยว่ามีการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าสำเร็จครั้งแรกในสหรัฐฯ แล้ว โดยผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดปลี่ยนถ่ายหน้าในครั้งนี้นั้นเป็นผู้หญิงเคราะห์ร้ายที่ถูกสามียิงปืนลูกซองใส่หน้าของเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะรอดชีวิต แต่ใบหน้าของเธอเกือบทั้งหมดนั้นก็เสียโฉมเป็นอย่างมากจนไม่สามารถไปไหนมาไหนได้เนื่องจากความอับอาย นอกจากนี้เธอยังไม่สามารถดื่มน้ำทางปากหรือแม้แต่หายใจทางจมูกได้

สำหรับผู้บริจาคใบหน้าในครั้งนี้นั้นเป็นผู้หญิงที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่ศีรษะ โดยที่ใบหน้านั้นไม่มีรอยแผล หลังจากการผ่าตัดกว่า 23 ชั่วโมงแล้ว ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายใบหน้าดังกล่าวต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลากว่าสองเดือน จนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (ดูรูปประกอบก่อน-หลังการผ่าตัดในที่มาและวิดีโอด้านล่างประกอบ)

การเปลี่ยนถ่ายหน้านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยก่อนหน้านี้นั้นมีการเปลี่ยนถ่ายหน้าสำเร็จแล้วในยุโรปและจีน 3-4 ราย อย่างไรก็ดีเนื่องจากหลังจากเปลี่ยนถ่ายสำเร็จผู้ที่รับการเปลี่ยนถ่ายนั้นต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันไม่ให้ไปทำลายอวัยวะที่เปลี่ยนถ่าย จนหลายรายนั้นเสียชีวิตหลังจากเปลี่ยนถ่าย ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งเป็นอย่างมากในการพิจารณาเปลี่ยนถ่ายใบหน้าว่า มันคุ้มกันหรือไม่เมื่อเทียบกับการที่ผู้ป่วยจะกลับเข้าสู่สังคมได้

การซ่อม LHC ใกล้เสร็จแล้ว

in

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งทำให้แม่เหล็กนั้นมีความร้อนสูงเกิน และมีฮีเลียมเหลวรั่วไปช่วงเดือนกันยายน จนเป็นสาเหตุให้เครื่องเร่งอนุภาค LHC นั้นต้องหยุดทำงานทั้งๆ ที่เปิดใช้ได้ไม่กี่วันนั้น ตอนนี้การซ่อม LHC ก็ใกล้สำเร็จขึ้นไปอีกขั้นแล้วครับ โดยการเปลี่ยนชิ้นส่วนแม่เหล็กตัวสุดท้ายได้เสร็จลงเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา

"มันเป็นก้าวที่สำคัญมากของการซ่อม" Steve Myers หัวหน้าของ CERN กล่าวหลังการติดตั้งชิ้นส่วนแม่เหล็กดังกล่าว "เราได้กลับมาสู่สภาพเดิมก่อนเกิดเหตุการณ์ผิดปกติอีกครั้ง และมันทำให้เรามีความพยายามในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันอีก"

หลังจากกระบวนการนี้แล้วยังต้องมีการติดตั้งระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์ผิดปกติและวาล์วควบคุมความดันอีก โดย CERN นั้นตั้งใจว่า LHC จะกลับมาใช้ได้อีกในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ประมาณช่วงเดือนกันยายน) ของปีนี้

ที่มา: CERN Press Release, CNet

เผยโฉมหน้าของไวรัสไข้หวัดเม็กซิโก

วันนี้กรมควบคุมโรคของสหรัฐฯ (US CDC) ได้ออกมาเผยแพร่รูปของเชื้อไวรัส Influenza H1N1 สายพันธุ์ที่ระบาดในเม็กซิโก ที่ถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนในห้องปฏิบัติการครับ

Syndicate content