mementototem's blog

คณะที่ปรึกษา FDA เห็นชอบให้ Truvada เป็นยาป้องกันการติดเชื้อ HIV

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม คณะที่ปรึกษาองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ได้ให้ความเห็นชอบให้ยา Truvada (Tenofovir/Emtricitabine) เป็นยาป้องกันการติดเชื้อ HIV โดยแนะนำให้กินยานี้วันละ 1 เม็ด เป็นประจำ สำหรับผู้ที่มีสุขภาพดี แต่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อสูง รวมทั้งเกย์ และไบเซ็กชวล โดยทาง FDA จะตัดสินชี้ขาดเรื่องนี้ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้

ยา Truvada มีความสามารถในการยับยั้งการทำสำเนาใหม่ของเชื้อ HIV ในเซลล์ของผู้ติดเชื้อ สำหรับผู้ที่ไม่ติดเชื้อ ยาอาจจะยับยั้งกระบวนการนี้ตอนที่เชื้อ HIV เข้าสู่เซลล์ ทำให้เชื้อ HIV ไม่สามารถแบ่งตัวเพิ่มได้

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ยานี้ปลอดภัย และได้ผลดี และมันถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2004 เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดเชื้อ HIV แต่ยังแนะนำให้ใช้ยาร่วมกับถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จากถุงยางอนามัย แต่ก็แสดงความกังวลว่า คนจะมีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น เพราะเชื่อว่า ยานี้จะป้องกันการติดเชื้อได้ 100% ซึ่งมันไม่จริง ทาง New England Journal of Medicine บอกว่า Truvada ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ประมาณ 44% และเพิ่มเป็น 73% หากกินยาเป็นประจำ (ประมาณ 90% ของระยะเวลาศึกษา)

แม้ว่าแพทย์จะสามารถสั่งจ่ายยานี้ให้กับผู้ที่มีความเสี่ยงได้อยู่แล้ว แต่นักวิจารณ์ยังมองว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะใช้ยาเพื่อการนี้

Truvada มีผลข้างเคียงเยอะ และมีราคาค่อนข้างสูง แต่หากมีการรับรองอย่างเป็นทางการ และมีการใช้มากขึ้น ราคาอาจจะลดลงตามหลักการประหยัดที่เกิดจากขนาด (economy of scale) ได้

ดังนั้น อย่าพึ่งดีใจไป ยืดอกพกถุง.... อ้อ อย่าลืมใช้ด้วยล่ะ

ที่มา: Yahoo! News

ภาพส่วนตัวให้ผลดีกว่าภาพจาก IAPS

เป็นที่รู้จักอยู่ว่า รูปภาพนั้นทำให้อารมณ์ของเราเปลี่ยนแปลงไปได้ จนมีการรวบรวมรูปเหล่านี้เป็นระบบ IAPS (International Affective Picture System) ซึ่งใช้ในการปรับอารมณ์ก่อนการทดลองทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับอารมณ์

แต่ในงานประชุดประจำปีครั้งที่ 23 ของ APS ที่จัดขึ้นที่วอชิงตันดีซี มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย Marquette ชื่อ Kathleen E. Hazlett ได้แสดงให้เห็นว่า ภาพส่วนตัวที่ให้ความรู้สึกด้านบวกนั้นเร่งให้คนเรารู้สึกดีได้ดีกว่า และเร็วกว่าภาพที่ให้ความรู้สึกด้านบวกที่มาจาก IAPS

เธอ และเพื่อนร่วมงานได้ใช้ภาพจำนวน 4 ชุด คือ ภาพที่ให้ความรู้สึกด้านบวกจาก IAPS ภาพที่ให้ความรู้สึกด้านบวกของอาสาสมัครเอง ภาพธรรมดาทั่วไป (ต้นไม้ สิ่งก่อสร้าง) และภาพที่ให้ความรู้สึกด้านบวกของอาสาสมัครคนอื่น เธอพบว่า อาสาสมัครจะรู้สึกเบื่อกับภาพธรรมดาทั่วไป ส่วนภาพของคนอื่นก็ไม่ได้เลวร้ายแต่ก็งั้น ๆ ไม่ได้ช่วยให้อาสาสมัครรู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่ ในทางกลับกัน ภาพจาก IAPS นั้นให้ผลที่ดีอย่างที่มันควรจะเป็น แต่ภาพส่วนตัวของอาสาสมัครกลับทำได้ดีกว่า และเร็วกว่าด้วย

ถ้ารู้สึกแย่ ๆ ลองหาภาพความทรงจำที่ประทับใจที่คุณเคยถ่ายออกมานั่งดูก็ไม่เลวนะครับ

ที่มา: APS

อยากเลี้ยงแมว? โปรดอ่านข่าวนี้ก่อน

คุณ Mario Olivieri แห่งมหาวิทยาลัยพยาบาลแห่งวีโรน่าในประเทศอิตาลี ได้แสดงผลการสำรวจ ผู้ใหญ่ชาวยุโรปจำนวน 6000 คนที่ไม่มีอาการแพ้ต่อสะเก็ดผิวหนังของสัตว์จากตัวอย่างเลือดเมื่อ 9 ปีก่อน มาทดสอบหาอาการแพ้โดยใช้วิธีฉีดสารที่สงสัยเข้าใต้ผิวหนัง (skin prick test) ผลคือ 3% ของคนที่ไม่เคยเลี้ยงแมวมาก่อนแสดงอาการแพ้ และ 5% ของคนที่เลี้ยงแมวในช่วง 9 ปีนี้ มีอาการแพ้

4 ใน 10 ของคนที่มีอาการแพ้ บอกว่า เคยพบว่าตัวเองเกิดอาการแพ้เวลาอยู่ใกล้สัตว์ ซึ่งเป็น 4 เท่าของคนที่ไม่มีภูมิต้านทานต่อแมว และพบว่า เฉพาะคนที่อนุญาตให้แมวเข้ามาในห้องนอนเท่านั้นจึงจะมีอาการแพ้ นอกจากนี้แล้ว นักวิจัยพบว่า คนที่เคยเลี้ยงแมวตอนเด็ก ๆ จะมีอัตราเสี่ยงน้อยกว่าคนที่ไม่เคยเลี้ยงแมวมาก่อน พวกเขาเชื่อว่า ภูมิต้านทานนี้สามารถส่งผลมาถึงตอนโตได้ด้วย

หากใครที่เป็นภูมิแพ้ให้คิดดูดี ๆ ก่อนที่จะเลี้ยงแมว ส่วนใครที่เลี้ยงแมวอยู่แล้ว แนะนำว่า อย่าให้แมวเข้ามาในห้องนอน (ถ้าเป็นไปได้ ให้แมวอยู่นอกบ้าน แต่ใครบ้างจะทำแบบนั้น?) รวมทั้งอาบน้ำให้แมวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

รักแมว แต่ก็อย่าลืมรักตัวเอง และคนในครอบครัวนะครับ

ที่มา: Reuters ผ่าน Yahoo! News, JACI

แพนด้าป่ากินเนื้อ

เราถูกทำให้เชื่อว่า แพนด้านั้นกินแต่พืชเช่นไผ่เป็นอาหารหลักมานานแล้ว แต่ความจริงแล้ว แพนด้ากินเนื้อสัตว์ด้วย

กล้องอินฟาเรดที่ติดตั้งอยู่ในป่าเหลาเหอกั่ว (Laohegou) ได้ถ่ายภาพแพนด้าป่ากำลังกินซากสัตว์อยู่บริเวณก้อนหินริมแม่น้ำ (Telegraph บอกว่าเป็น wildebeest แต่ wildebeest เป็นสัตว์ท้องถิ่นแถวแอฟริกา ไม่น่าจะมาอยู่ที่จีน ส่วนสำนักข่าวในไทย และ Huffington Post บอกว่าเป็น ละมั่ง)

คุณเฉินอั่วผิง รองผู้อำนวยการสำนักงานป่าไม้เมืองผิงหวู่ บอกว่า สาเหตุที่แพนด้ากินเนื้อได้นั้น เป็นเพราะว่า ในอดีตหลายล้านปีก่อน แพนด้าเคยเป็นสัตว์กินเนื้อมาก่อน

แม้มันจะฟังดูน่าแปลกใจ แต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลป่ากลับพบเศษกระดูกอยู่ในมูลของแพนด้าป่าอยู่บ่อย ๆ และเคยมีข่าวว่า แพนด้าในสวนสัตว์เคยฆ่านกยูงที่หลงเข้าไปในกรงของแพนด้าด้วย

การที่แพนด้ากินไผ่ ซึ่งเป็นพืชที่ให้สารอาหาร และพลังงานน้อยเป็นอาหารหลัก มันจึงต้องกินไผ่เป็นจำนวนมาก และทำตัวเอื่อยเฉี่อย ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ต่อแพนด้าด้วยกันมากนัก เพื่อประหยัดพลังงาน

คลิปวิดีโอดูได้จาก Telegraph

ที่มา: Telegraph, Huffington Post

เอียงซ้าย มักน้อย

ในกระบวนการตัดสินใจ สมองจะใช้ข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งในการตัดสินใจ เป็นต้นว่า ความทรงจำ หรือมโนภาพ แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อนคือ ท่าทาง

ในจินตนาการนั้น เรามักจะให้ตัวเลขที่น้อยกว่าอยู่ด้านซ้าย และตัวเลขที่มากกว่าอยู่ด้านขวา คุณ Anita Eerland นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Erasmus เมือง Rotterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ และเพื่อนร่วมงาน จึงสงสัยว่า การเอียงของร่างกายจะมีผลต่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเลขหรือไม่ จึงได้ทำการทดลองขึ้น โดยให้ อาสาสมัครยืนบน Wii Balance Board เพื่อใช้ตรวจสอบการเอียงของร่างกาย และมีหน้าจอแจ้งให้ทราบว่า อาสาสมัครยืนตัวตรงหรือไม่ให้ทราบ โดยนักวิจัยจะสั่งให้อาสาสมัครยืนตัวตรงตลอดเวลาที่ทำการทดลอง แต่ไม่ว่าอาสาสมัครจะยืนตัวตรงจริงหรือไม่ หน้าจอก็ยังจะแจ้งว่ายืนตัวตรงอยู่ดี (โดนหลอกอีกแล้วสินะ)

ในการทดลองแรก จะให้อาสาสมัครตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเลขต่างประเภทกัน เช่น ความสูงของหอไอเฟล หรือปริมาณของแอลกอฮอล์ในวิสกี้ เป็นต้น ส่วนในการทดลองที่สอง จะให้ตอบคำถามเกี่ยวกับตัวเลขประเภทเดียวกัน เช่น ราชินี Beatrix แห่งเนเธอร์แลนด์มีหลานกี่พระองค์ หรือไมเคิล แจ็กสันมีเพลงที่เคยติดอันดับหนึ่งกี่เพลง ซึ่งคำตอบจะอยู่ระหว่าง 1 ถึง 10

ผลปรากฏว่า ถ้าอาสาสมัครเอนตัวไปด้านซ้าย จะเลือกตอบตัวเลขที่น้อยกว่าตอนที่ยืนตรง หรือเอนไปด้านขวา แต่ไม่พบความแตกต่างระหว่างการยืนตัวตรงกับเอนตัวไปด้านขวา และถ้าอาสาสมัครรู้คำตอบดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเอนตัวไปด้านไหนก็ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

ที่มา: APS

ถ้าไม่มีคอเลสเตอรอล เชื้อ HIV ก็เป็นง่อย

in

โดยปกติแล้ว เมื่อเชื้อ HIV เข้าไปสู่ร่างกาย เซลล์ภูมิคุ้มกันย่อยที่ชื่อ pDCs (plasmacytoid dendritic cells) ที่อยู่ในระบบภูมิคุ้มกันพื้นฐาน (innate immune system) จะตรวจพบเชื้อ HIV อย่างรวดเร็ว และส่งสัญญาณให้ระบบภูมิคุ้มกันหลัก (adaptive immune system) ทำงานตามมา

แต่เชื้อ HIV จะทำให้ pDCs ส่งสัญญาณนี้ออกไปเรื่อย ๆ จนระบบภูมิคุ้มกันหลักทำงานหนัก และอ่อนแรงลงไป จนสุดท้ายระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่สามารถกำจัดเชื้อ HIV ได้ทันอีกต่อไป

จากการวิจัยของดอกเตอร์ Adriano Boasso จากมหาวิทยาลัย Imerial College London ร่วมกับทีมของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins และมหาวิทยาลัย Milan and Innsbruck พบว่า ถ้านำ คอเลสเตอรอล ออกไปจากเยื่อบุผิวของเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส โดยใช้ bCD (beta-cyclodextrin) ที่ได้จากแป้งในการกักคอเลสเตอรอลเอาไว้ จะทำให้เชื้อ HIV ไม่สามารถใช้มันในสร้างปฏิกิริยากับระบบภูมิคุ้มกันพื้นฐานได้อีกต่อไป ทีนี้ระบบภูมิคุ้มกันพื้นฐานจะตรวจไม่เจอเชื้อ HIV แต่ระบบภูมิคุ้มกันหลักที่นำโดยเซลล์ที (T cells) นั้น จะยังตรวจเจอเชื้อ HIV และกำจัดไวรัสทิ้งไปได้อยู่ แถมมันมีประสิทธิภาพดีกว่าตอนที่มี pDCs เป็นตัวส่งสัญญาณให้อีกด้วย

งานนี้ต้องเรียกว่า HIV หลอกภูมิคุ้มกันของเราจนหัวหมุน วิ่งจนเหนื่อย สุดท้ายก็หมดแรงไปเอง...

ที่มา: Medical Xpress

ป.ล. คอเลสเตอรอสที่เยื่อบุผิวไวรัสไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด

ในเบื้องต้น การใช้ยีนส์บำบัดกับผู้ติดเชื้อ HIV ได้ผล

ทาง Sangamo BioSciences Inc ได้ทำการทดสอบการบำบัดทางยีนส์เบื้องต้นกับผู้ติดเชื้อ HIV จำนวน 10 คน ซึ่งกำลังได้รับยาต้านไวรัสอยู่ หลังจากได้เริ่มบำบัดทางยีนส์ได้ 4 สัปดาห์ ก็ทดลองให้ผู้ติดเชื้อจำนวน 6 คน หยุดใช้ยาต้านเชื้อเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า ผู้ติดเชื้อ 3 ใน 6 คน มีปริมาณไวรัสลดน้อยลง และหนึ่งในนั้นตรวจไม่พบเชื้อ HIV

ผู้ป่วยคนนี้มียีนส์ CCR5 ข้างหนึ่งที่มีกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมายีนส์อยู่เป็นคู่ ๆ ข้างหนึ่งจะได้จากฝ่ายพ่อ อีกข้างหนึ่งจะได้จากฝ่ายแม่ คู่ของยีนส์เหล่านี้จะเรียกว่า อัลลีล (alleles) เมื่อยีนส์ข้างหนึ่งของเขาได้กลายพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่ก่อนแล้ว และเกิดการกลายพันธุ์โดยการบำบัดทางยีนส์ในยีนส์อีกข้างหนึ่ง ทำให้ยีนส์ CCR5 ในเซลล์ของผู้ติดเชื้อคนนี้ได้หายไป เซลล์นี้จะไม่เป็นพาหะให้กับไวรัส HIV อีกต่อไป เมื่อเซลล์แบ่งตัวมากขึ้น มากขึ้น ปริมาณไวรัสก็จะลดลงเรื่อย ๆ

ทาง Sangamo เชื่อว่า มีผู้ติดเชื้อ HIV ประมาณ 5 - 10% ที่มียีนส์ที่เกิดการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติ การมุ่งรักษาผู้ติดเชื้อที่มีการกลายพันธุ์อยู่ก่อนแล้ว จะทำได้ง่ายขึ้น รวมถึง หากสามารถหาวิธีที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ด้วย SB-728-T ได้มากขึ้น และเร่งการแบ่งตัวของเซลล์ที่กลายพันธุ์เรียบร้อยแล้วได้ และหากเป็นวิธีที่ปลอดภัย การบำบัดทางยีนส์อาจจะใช้แทนการใช้ยาต้านไวรัสได้ในอนาคต

ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ HIV ประมาณ 33 ล้านคน ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือ ประเทศแอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 5.38 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 10.76% ของจำนวนประชากร (ข้อมูลปี พ.ศ. 2546) ส่วนในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อประมาณ 610,000 คน คิดเป็นประมาณ 0.98% ของจำนวนประชากร (ข้อมูลปี พ.ศ. 2550)

ที่มา: Reuters ผ่าน Yahoo! News

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ขี้เกียจจะอายุยืน?

นักวิทยาศาสตร์พบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็ก ๆ จะจำศีลในฤดูหนาว เพื่อที่จะให้มีอายุยืนยาวขึ้น ในการทดลองกับหนูแฮมสเตอร์สายพันธุ์ Djungarian ที่พบได้ทั่วไปในไซบีเรีย พบว่า เมื่อพวกมันลดการเผาผลาญพลังงาน และอุณหภูมิร่างกายลงจนถึงขั้นที่เรียกว่า การจำศีล มันสามารถหยุด และย้อนกลับความเสียหายของโครโมโซมที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตได้

คุณ Christopher Turbill แห่งสถาบันเพื่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าในกรุงเวียนนา ได้สร้างสภาพแวดล้อมจำลองสำหรับหนูแฮมสเตอร์สาวบริสุทธิ์จำนวน 25 ตัว โดยมีเวลาช่วงกลางวันเพียง 8 ช.ม. และฤดูหนาวที่ผิดปกติ เพื่อให้หนูจำศีลขึ้นมา โดยครึ่งหนึ่งจะมีฤดูหนาวที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และอีกครึ่งที่อุณหภูมิ 9 องศาเซลเซียส แต่ทั้งหมดจะมีอาหารให้กินอย่างอุดมสมบูรณ์

ในการวัดผล นักวิทยาศาสตร์จะแยกภาวะจำศีลออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับตื้น อุณหภูมิร่างกายจะต่ำกว่า 29 องศาเซลเซียส และระดับลึก อุณหภูมิร่างกายจะอยู่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ใกล้กับ 10 องศาเซลเซียส โดยการสอดแผ่น micro-transponder ไว้ใต้ผิวหนังเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง

คุณ Turbill พบว่าสถานะที่ใกล้โคม่าแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อ telomere ซึ่งเป็นเสมือนฝาครอบปลายโครโมโซม เพื่อป้องกันรหัสดีเอ็นเอเอาไว้ ซึ่ง telomere จะมีเอนไซม์ telomerase เป็นตัวควบคุม และเป็นตัวแทนของการเจริญเติบโต และช่วงชีวิต เมื่อเซลล์มีการแบ่งตัว telomere จะเสียหายไปเล็กน้อย เอนไซม์ก็จะซ่อมแซมมันบางส่วน เมื่อใดก็ตามที่ telomere เสียหายเกินกว่าจะซ่อมแซมได้ เซลล์นั้นก็จะตาย สำหรับหนูแฮมสเตอร์ที่จำศีลทุกวันเป็นเวลาหลายชั่วโมงนั้น ในบางครั้งมันสามารถรักษา หรือคืนสภาพให้กับ telomere ได้ และถ้าหนูแฮมสเตอร์เหล่านี้จำศีลในระดับลึก ผลที่ได้ก็จะเด่นชัดมากขึ้น

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ หนูแฮมสเตอร์ตัวเดียวกันนั้นจะใช้พลังงานมากขึ้นตามปริมาณอาหารที่กินเข้าไป

คุณ Turbill บอกว่า โดยทั่วไป สิ่งนี้น่าจะเกิดกับสัตว์ทุกชนิดที่มีการจำศีล แต่ไม่ใช่กับมนุษย์ เพราะว่า การจำศีลนั้นต่างจากการนอนหลับโดยสิ้นเชิง เวลาหลับมนุษย์ไม่ได้ลดอุณหภูมิร่างกายลง และไม่ได้ลดการเผาผลาญพลังงานลงมากแต่อย่างใด และยังไม่พบวิธีใด ๆ ที่จะทำให้มนุษย์เข้าสู่ภาวะจำศีลได้

ที่มา: AFP ผ่าน Yahoo! News

*การจำศีล มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

  • จำศีลในช่วงระยะเวลาที่เลวร้าย (torpor) สัตว์ที่เข้าสู่ภาวะจำศีลแบบนี้จะตื่นขึ้นมาเมื่อผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไป เช่น หนูแฮมสเตอร์ในการทดลองนี้ ที่จะจำศีลในช่วงเวลากลางคืน
  • การจำศีลในฤดูหนาว (hibernation) สัตว์จะจำศีลตลอดทั้งกลางวัน และกลางคืน ตลอดช่วงฤดูหนาว อย่างหมีขั้วโลก

ผู้คนมักคิดว่าคนส่วนใหญ่คล้ายกับตัวเขาเอง

ถ้าคุณอยากรู้ว่าหน้าตาของชาวยุโรปส่วนใหญ่เป็นแบบไหน แล้วไปถามชาวเยอรมัน เขาก็จะบอกว่าชาวยุโรปหน้าตาละม้ายคล้ายไปทางคนเยอรมัน แต่ถ้าไปถามชาวโปรตุเกส เขาก็จะบอกว่าชาวยุโรปนั้นหน้าตาคล้ายคนโปรตุเกสต่างหาก

มีงานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า คนเราจะระบุลักษณะทั่วไปของคนในกลุ่มที่ตัวเองอยู่เอนเอียงเข้าหาตัวเอง งานวิจัยชิ้นนี้ทำโดยการใช้ตัวอักษร ทางคุณ Roland Imhoff และคุณ Rainer Banse แห่งมหาวิทยาลัย Bonn คุณ Ron Dotsch และคุณ Daniël H.J. Wigboldus แห่งมหาวิทยาลัย Radboud University Nijmegen และคุณ Mauro Bianchi แห่งมหาวิทยลัย Lisbon ได้ลองวิธีที่ต่างออกไปคือ การใช้รูปภาพ

พวกเขาให้อาสาสมัคร 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งเป็นชาวเยอรมัน และอีกกลุ่มเป็นชาวโปรตุเกส ให้ทั้งคู่ดูภาพจำนวน 770 คู่ ภายในเวลา 20 นาทีบนจอคอมพิวเตอร์ (คู่ละวินาทีครึ่ง) โดยภาพเหล่านั้นจะถูกตกแต่งด้วยคอมพิวเตอร์ในหลาย ๆ รูปแบบเช่น เพิ่ม noise แก้ไขสัดส่วนของภาพ รวมทั้งอวัยวะต่าง ๆ ของคนในภาพ โดยในแต่ละครั้งอาสาสมัครต้องเลือกภาพที่ดูคล้ายกับชาวยุโรป หลังจากนั้น นักวิจัยจะนำภาพที่เลือกมาทำภาพเฉลี่ย ซึ่งภาพเฉลี่ยที่ได้ของกลุ่มชาวโปรตุเกสจะมีผิวสีเข้ม และระยะห่างของตาที่กว้างกว่า ในขณะที่ภาพของกลุ่มชาวเยอรมันสีผมจะอ่อนกว่า และดูค่อนไปทางชาวเยอรมัน

เมื่อนักวิจัยลองให้คนอีกกลุ่มชี้ขาดว่า ภาพไหนที่ดูเหมือนชาวยุโรปส่วนใหญ่มากกว่ากัน ชาวเยอรมันก็จะบอกว่า ภาพเฉลี่ยของอาสาสมัครชาวเยอรมัน ดูคล้ายชาวยุโรปส่วนใหญ่มากกว่า แต่ชาวโปรตุเกสกลับเลือกภาพเฉลี่ยของกลุ่มอาสาสมัครชาวโปรตุเกสแทน

ผู้คนมีความคิดในเชิงนามธรรมว่า ชนชาติต่าง ๆ จะมีหน้าตา และอุปนิสัยใจคอเป็นเช่นไร ตามแต่ประสบการณ์ที่ได้รับรู้มา และยังเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่า กลุ่มที่ตนอยู่นั้น ดีกว่า เก่งกว่ากลุ่มอื่น ๆ รวมทั้งทึกทักเอาว่ากลุ่มของตนนี่แหละ ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มที่ใหญ่กว่า

ทางคุณ Imhoff อยากจะศึกษาต่อไปอีกว่า เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกชนชั้น สีผิวด้วยหรือไม่ เป็นต้นหว่า ถ้าหากตำรวจผิวขาวชาวอังกฤษเชื่อว่า คนอังกฤษส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว เขาจะระแวงสงสัยคนผิวสีอื่นมากขึ้น และเลือกปฏิบัติด้วยหรือไม่

ที่มา: APS

ป.ล. แม้งานวันนี้จะแสดงให้เห็นว่าคนสวยไม่จำเป็นต้องมีผิวสีขาว แต่คนส่วนใหญ่ก็จะยังเชื่อเช่นนั้น...

เพิ่มประสิทธิภาพของโซล่าเซลล์ด้วยการเลียนแบบต้นไม้

ขณะที่ Aidan Dwyer เดินอยู่ในป่าในช่วงฤดูหนาว เขาเงยหน้ามองดูกิ่งไม้ที่ไร้ใบ และสังเกตเห็นว่ามันไม่ได้แตกออกมามั่ว ๆ แต่แตกวนเป็นเกลียวขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยที่ต้นไม้ทุก ๆ ต้นจะแตกกิ่งในลักษณะนี้ทั้งหมด เขาพยายามทำความเข้าใจกับมัน และพบว่ากิ่งแต่ละกิ่งนั้นเรียงตามลำดับเลขฟีโบนัชชี โดยที่ต้นไม้แต่ละชนิดจะใช้ลำดับฟีโบนัชชีต่างกัน เช่น ต้นโอ๊กจะใช้ 2/5 ต้นอัลมอนด์จะเป็น 5/13

เขาคิดว่ากิ่งในรูปแบบนี้ช่วยให้พืชสังเคราะห์แสงได้ดีขึ้น รับแสงได้นานขึ้น เขาจึงทดลองแนวคิดนี้ด้วยโซล่าเซลล์ เขาสร้างแผงโซล่าเซลล์ขึ้นมา 2 แบบ โดยแบบแรกติดตั้งโซลาเซลล์บนแผงกระดานที่เอียง 45 องศา ส่วนอีกแบบใช้การเลียนแบบต้นไม้ กิ่งทำมุม 137 องศา และใช้ลำดับส่วน 2/5 (ลำดับส่วนของต้นโอ๊ก) โดยใช้โซล่าเซลล์ขนาดเดียวกัน ชนิดเดียวกันทั้งหมด จำนวนเท่ากัน โดยทำการทดลองตั้งแต่เดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม

เขาพบว่า ในช่วงเดือนตุลาคม ต้นไม้โซล่าเซลล์นั้นสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าแบบธรรมดา 20% และรับแสงได้นานขึ้น 2.5 ชั่วโมง แต่ในเดือนธันวาคม ซึ่งดวงอาทิตย์อยู่ในระดับต่ำนั้น รูปแบบต้นไม้จะผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าแบบธรรมดาถึง 50% และรับแสงได้นานกว่าถึง 50%

เขายังพบว่า ลำดับฟีโบนัชชีนั้นช่วยให้แสงส่องโดนใบไม้ที่อยู่ด้านในพุ่มไม้อีกด้วย วิธีนี้จึงช่วยให้ต้นไม้อยู่รอดแม้จะอยู่กันอย่างหนาแน่นก็ตาม

อ้อ! ผมลืมบอกไป Aidan Dwyer เขามีอายุ 13 ปีเท่านั้นเอง ส่วนรูปเพิ่มเติม และรายละเอียดดูได้จากที่มาครับ

ที่มา: American Museum of Natural History, Gizmodo

Syndicate content