jonathan_job's blog

มนุษย์คนแรกที่หายจากการติดเชื้อ HIV (อย่างเป็นทางการ)

นี่เป็นครั้งแรก ที่มีคนสามารถหายจากการติดเชื้อ HIV ได้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดีการรักษาครั้งนี้ได้เกือบคร่าชีวิตของชายผู้นี้ไปแล้ว แต่ในที่สุดทุกอย่างก็เหมือนปาฏิหารย์

Timothy R. Brown เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ HIV อายุ 42 ปี ที่การจะควบคุมอาการของโรคได้นั้นดูริบหรี่ เมื่อมีการค้นพบว่าเขาเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือ ลูคีเมีย ในปี ค.ศ. 2007 เขาจึงถูกส่งไปรับการรักษามะเร็งที่โรงพยาบาล Charité - Universitätsmedizin Berlin ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

การรักษาที่ Brown ได้รับถือได้ว่าทรหดมาก ตั้งแต่การทำเคมีบำบัดนั้นแถบจะทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกันของเขาไปจนหมดสิ้น การฉายรังสีที่แทบเรียกว่าทุกส่วนของร่างกาย และท้ายสุดคือ การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) ที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ถึง 1 ใน 3 มักจะไม่รอดด้วยวิธีนี้ แต่โชคก็เข้าข้างเขา กลับกลายเป็นว่าเขาหายจากการติดเชื้อ HIV ได้ทั้งหมด

เซลล์ต้นกำเนิดที่แพทย์คัดเลือกมาใช้นั้น เป็นเซลล์ที่ได้รับบริจาคมาจากไขกระดูกของชายคนหนึ่งที่มีการกลายพันธุ์ของยีนในทีส่วนของ CCR5 ซึ่งมักจะพบในคนจำนวนน้อยมาก ยีนที่ว่านี้มีความสามารถในการต้านเชื้อ HIV ได้ พูดง่ายๆคือ เขาคนนั้นแทบไม่มีทางสามารถติดเชื้อ HIV ได้เลย และเซลล์ที่ว่านี้เองได้ทำการสร้างระบบภูมิคุ้มกันของ Brown ขึ้นมาใหม่ ทดแทนระบบเดิมที่ถูกทำลายไปจากการรักษาที่ผ่านมา และทำให้ร่างกายของเขาสามารถต้าน HIV ได้เช่นเดียวกัน ในการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นพบว่าเชื้อ HIV ได้มีลดจำนวนลงอย่างเรื่อยๆ และในที่สุด ก็ไม่มีการตรวจพบการติดเชื้อในร่างกายของเขาอีกต่อไป

นี่อาจจะเป็นอีกขึ้นของการรักษา HIV ก็เป็นได้ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าผู้ป่วย HIV ทุกคนจะสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเรื่องของสุขภาพ การเงิน หรือแม้แต่ยินยอมที่รับการรักษาอันทุกข์ทรมานได้อย่างที่ Brown ผ่านมา แต่อย่างน้อยสุด นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า HIV นั้นสามารถรักษาได้จริงๆ ไม่ใช่เพียงคุมอาการอีกต่อไป

ที่มา : Gizmodo ผ่านทาง aidsmap.com

WEP ก็ crack ง่าย, WPA ก็ไม่ปลอดภัย ... ทาสีผนังห้องกันขโมย Wi-Fi เลยดีกว่า

คุณคงไม่ชอบเหตุการณ์นี้ใช่ไหม การที่เพื่อนบ้านคุณจะสูบ สัญญาณ Wi-Fi คุณไปใช้จากห้องนั่งเล่นแสนสุข ในขณะที่ปล่อยให้คุณต้องทำงานแบกรับค่าอินเตอร์เนตไปคนเดียว
เขาไม่เพียงแต่จะทำให้เนตคุณช้า ด้วยการระห่ำสูบบิททอเรนท์ แต่คุณอาจจะติดร่างแหกับการกระทำผิดกฏหมายของเพื่อนบ้านคุณนี้ด้วย

ได้เวลากำจัดปัญหารบกวนใจคุณแล้ว เพราะ เรามีทางเลือกใหม่มาเสนอให้กับคุณ....... สีกันสัญญาณ Wi-Fi

ขั้นตอนก็แสนง่าย เพียงแค่ทาสีดังกล่าวนี้ ไปบนผนังที่คุณไม่ต้องการให้มีสัญญาณไวเลสทะลุผ่าน (อาจจะเป็นภายนอกบ้าน) ความลับของมันอยู่ที่ อนุภาคสารประกอบออกไซด์ของอลูมิเนียมและเหล็ก (Aluminum-iron oxide) ที่อยู่ในสีพิเศษนี้ สารประกอบโลหะนี้จะสั่นที่คลื่นความถี่เดียวกับ Wi-Fi และสัญญาณวิทยุ ทำให้ คลื่นไม่สามารถทะลุผ่านชั้นบางๆของสีนี้ออกไปได้

นั่นคือ คนข้างบน คนข้างนอก หรือแม้แต่ คนข้างล่าง ก็จะไม่สามารถใช้งานโครงข่ายไร้สายของคุณอีกต่อไป แต่ทว่า คุณก็ไม่สามารถรับคลื่นอะไรจากข้างนอกได้เช่นเดียวกัน ?!?

สีดังกล่าวนี้ถูกพัฒนาโดย มหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นครั้งแรกที่สามารถกันคลื่นความถี่ในย่านความสูงๆได้ เช่น Wi-Fi ที่ 2.4 GHz และ คลื่นที่ใช้เพื่อการสื่อสารความเร็วสูงอื่นๆ
นอกเหนือจาก กันสัญญาณความถี่ต่ำเช่นวิทยุ FM ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจัยอ้างว่าสีนี้สามารถกันทุกความถี่ได้ถึง 100GHz และ กำลังพัฒนาสีที่จะกันความถี่ได้ถึง 200 GHz

สีนี้ ไม่เพียงแต่ เป็นที่สนใจในการกันการรั่วไหลของสัญญาณออกนอกอาคาร โรงภาพยนตร์ทั้งหลายที่พยายามจะวิธีการต่างๆมาบังคับใช้การโทรศัพท์ในโรงภาพยนตร์ ก็กำลังให้ความสนใจเช่นกัน แน่นอนว่าอุปกรณ์รบกวนสัญญาณ ที่ส่งคลื่นรบกวนสัญญาณนั้นผิดกฏหมาย แต่ทว่า สีนี้เพียงแค่กันไม่ให้คลื่นสัญญาณผ่านแค่นั้น มันจึงไม่ผิดกฏหมาย

อาจจะมีบางคนไม่ค่อยเห็นด้วยนักที่จะใช้สีกัน Wi-Fi เพื่อความปลอดภัยของโครงข่าย แน่นอน วิศวกรต้องพูดเช่นนั้นแน่ "แค่ความคิดที่จะทาสีทั้งตึกใหม่เพื่อความปลอดภัยของ Wi-Fi นั้น มันคงไม่คุ้มค่าและยุ่งยากกว่า เปิดใช้ระบบรักษาความปลอดภัยที่มีมาให้ แม้แต่ access point ถูกๆก็มี"

เอ... มันก็จริงนะ

(ผู้แปล : ปัจจุบัน การใช้การป้องกันและการเข้ารหัสด้วย WEP นี้ สามารถ crack ได้อย่างง่ายมาก ด้วยโปรแกรมและอุปกรณ์ที่แพร่หลายอยู่ทั่วไป, และเช่นเดียวกันที่ WPA (Pre-Shared Key) ก็เริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว เพราะมีการค้นพบจุดอ่อนเรื่องการชนกันของรหัส, ทางเลือก จึงเหลือเพียงใช้ 802.1x ควบคู่ไปด้วย หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้ WPA2 ถ้าอุปกรณ์รองรับ)

ที่มา : Yahoo !

เผยโฉมไซบอร์กแมลงของกลาโหมสหรัฐ

สิ่งมีชีวิตที่เราเรียกว่า ไซบอร์ก (Cyborg) หรือ หุ่นยนต์ครึ่งสิ่งมีชีวิต ใกล้ความเป็นจริงเข้าทุกที เมื่อทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้ประสบความสำเร็จในการฝังขั้วไฟฟ้า (electrode) เข้าไปในแมลงปีกแข็งเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะควบคุมการบินของมันได้

"เราได้แสดงให้เห็นถึงการควบคุมแมลงเหล่านี้ไร้สาย โดยใช้การกระตุ้นการทำงานของประสาทผ่านทางอุปกรณ์สื่อสารวิทยุไร้สายขนาดจิ๋ว" นักวิจัยกลุ่มนี้ระบุในบันทึกในเอกสารงานวิจัยใน Frontiers in Integrative Neuroscience และยังบอกอีกกว่า "อุปกรณ์พวกนี้ประกอบไปด้วย ตัวกระตุ้นระบบประสาท ตัวกระตุ้นกล้ามเนื้อ ชิพไมโครคอนโทรลเลอร์สำหรับควบคุมรับ-ส่งสัญญาณวิทยุ และแบตเตอรี่ขนาดจิ๋ว"

การวิจัยครั้งนี้ให้การสนับสนุนโดย กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ (Pentagon) ภายใต้โครงการวิจัยทางการทหารระดับสูง ที่รู้จักกันดีในนาม ดาร์ปา (DARPA) ซึ่งงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามใน โครงการ HI-MEMS ซึ่งมุ่งเสาะแสวงหาวิธีการต่างๆในการฝังระบบจักรกลขนาดเล็กเข้าไปยังแมลงเพื่อที่จะควบคุมการเคลื่อนไหวของมัน

ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะมี มีนักวิจัยหลายกลุ่มได้ประกาศความสำเร็จในโครงการลักษณะเดียวกัน เช่น กลุ่มของนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนที่ทำการทดลองกับผีเสื้อกลางคืน แต่ งานวิจัยในครั้งนี้ของนักวิจัยจากเบิร์กลีย์ทำได้ดีกว่ามากในการควบคุมการบินของแมลง เพราะมันเป็นการฝังตัวกระตุ้นระบบประสาทในสมองของแมลงปีกแข็งเพื่อที่จะให้ เริ่มบิน หยุดบิน และควบคุมทิศทางการบิน นักวิจัยยังสามารถทำให้มันบินหมุน โดยการกระตุ้นที่กล้ามเนื้อ basalar อีกด้วย

ท้ายสุดแล้ว แมลงเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อเป็นพาหนะ เข้าไปยังที่ๆมนุษย์ หรือแม้แต่หุ่นยนต์เข้าไปไม่ได้

และอีกไม่นาน ก็คงถึงคิวของ "มนุษย์ไซบอร์ก" แล้วสินะ....

ตัวอย่างการทำงาน สามารถชมได้จาก YouTube ข้างล่างนี้

<!?break?>

ที่มา : Wired

"ปล่อยให้แพนด้า มันสูญพันธุ์ไปเถอะ" นักธรรมชาติวิทยากล่าว

นักสงวนพันธุ์สัตว์ ควรที่จะ "หยุดการช่วยเหลือ" และปล่อยให้แพนด้ามันตายไปเถอะ คริส แพคแฮม, พิธีกรของ BBC และนักธรรมชาติวิทยากล่าว

"ถ้าปล่อยมันเป็นเช่นนี้ต่อไป ระบบวิวัฒนาการทางธรรมชาติ จะถูกทำลาย"แพคแฮม ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Radio Times

กว่า 48 ปีแล้ว ที่เงินถูกใช้ไปกับการอนุรักษ์แพนด้า แทนที่จะไปช่วยเหลือสัตว์อื่นๆ ที่ไม่แข็งแรงพอที่จะอยู่รอดด้วยตัวเองได้

"มันเป็นสัตว์ที่อ่อนแอ แต่โชคไม่ดีสำหรับเรานัก ที่ว่า มันดูตัวใหญ่และน่ารัก แถมมันยังเป็นสัญลักษณ์ของ WWF (องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล)อีกด้วย
และ ที่สำคัญ เราสิ้นเปลืองเงินกับการอนุรักษ์แพนด้าไปเป็นล้านๆปอนด์ และ ผมคิดว่า เราควรหยุดการช่วยเหลือนี้ แล้วปล่อยให้มันตาย อย่างสมศักด์ศรีดีกว่า"

แพนด้ายักษ์ อาศัยจำกัดอยู่ในป่า บริเวณที่ราบสูง เขตเทือกเขาทางตอนใต้ของจีน และมันผลาญต้นไผ่จำนวนมหาศาล เพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้
ตอนนี้แพนด้ามีจำนวนทั้งหมดประมาณ 1,600 ตัว จากข้อมูลของ WWF ปัจจุบันมันกำลังถูกคุกคามโดย เกษตรกรรม การตัดไม้ และจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศจีน

อย่างไรก็ดี ความคิดของแพคแฮมไม่ได้ถูกยอมรับอย่างแพร่หลาย

ดอกเตอร์ มาร์ค ไรท์ ที่ปรึกษาของ WWF ทางด้านวิทยาศาสตร์การอนุรักษ์ กล่าวกับสื่อของอังกฤษว่า "มันเป็นสิ่งที่งี่เง่า และไร้ความรับผิดชอบมาก ที่คริสพูดอย่างนั้น"

"แพนด้า มีการปรับตัวไปกับสถานที่ที่มันอาศัยอยู่ และมันจะอาศัยอยู่เฉพาะในภูเขาที่เต็มไปไปด้วยต้นไผ่ที่มันอยากกิน และคล้ายๆกับ จะพูดว่า วาฬสีน้ำเงิน ถึงทางตันของวิวัฒนาการแล้ว เพราะว่ามันอาศัยเฉพาะในมหาสมุทร" มาร์ค กล่าวเพิ่มเติม

ในฐานะที่แพคแฮม เป็นประธานของกลุ่มอนุรักษ์ค้างคาวในอังกฤษ และเป็นรองประธานกลุ่มอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เขายังแสดงความเห็นเพิ่มเติม เกี่ยวกับอนาคตของเสือที่กำลังริบหลี่ว่า

"ผมไม่คิดว่า เสือมันจะสามารถอยู่ต่อไปได้อีก 15 ปีหรอกนะ" เขากล่าว "คุณจะอนุรักษ์อย่างไร สำหรับสัตว์ที่ควรค่าแก่ตายมากกว่าอยู่ คำตอบคือ คุณทำไม่ได้หรอก"

(ความเห็นผู้แปล ไม่ว่าแพนด้าควรค่าแก่การอนุรักษ์หรือไม่ ผมว่า ท้ายสุดแล้ว แพนด้าก็จะเป็นเพียงแค่ของเล่นทางการเมือง แค่นั้น)

ที่มา : Reuters ผ่านทาง Yahoo!

โปรดระวัง การอาบน้ำจาก ฝักบัว อาจทำให้คุณป่วยได้

มีผลงานวิจัยในสหรัฐบ่งชี้ว่า การอาบน้ำ อาจไม่ได้ทำให้คุณสะอาดอย่างที่คุณคิด
โดยเฉพาะการอาบน้ำจากฝักบัว ที่จะทำให้คุณชุ่มไปด้วยแบคทีเรียในปริมาณที่ทำให้คุณป่วยได้ง่ายๆ

นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยโคโลราโด โบล์เดอร์ ได้ทำการศึกษาฝักบัว จำนวน 50 หัว จาก 9 เมืองในสหรัฐ และ พบว่า 30% ของในจำนวนนี้ มีการตรวจพบ Mycobacterium avium ในระดับสูงมาก แบคทีเรียกลุ่มนี้ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในปอด เมื่อมีการหายใจ หรือสำลักเข้าไป และยัง ชี้ว่าปริมาณที่พบนั้นมีมากกว่า
100 เท่าของ ปริมาณที่พบตามน้ำจากก๊อกตามบ้านทั่วๆไป

"ถ้าคุณเริ่มต้นเปิดฝักบัว แล้วล้างหน้าคุณก่อนเป็นอันดับแรก คงไม่ต้องบอกว่า
คุณจะได้รับปริมาณแบคทีเรียชนิดนี้มากขนาดไหน และมันคงจะไม่ดีแน่ๆ" นอร์แมน เพซ หนึ่งในทีมวิจัย กล่าว

Mycobacterium avium เป็นสาเหตุของโรคปอด ซึ่งผู้ป่วยจะมีการอาการ ไอเรื้อรัง, หายใจลำบาก และหมดแรง อย่างไรก็ดี ผู้ติดเชื้อส่วนมากมักจะหายเองได้ และ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ย่อมมีโอกาสติดเชื้อได้น้อยกว่า

เพซ ยังกล่าวต่อว่า ผลงานวิจัยที่โรงพยาบาลยิวแห่งชาติ ในเดนเวอร์ ได้พบว่า มีการติดเชื้อในปอดเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐจาก Mycobacteria ชนิด non-tuberculosis ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่คล้ายกับ Mycobacterium avium ในผู้ที่อาบน้ำจากฝักบัว มากกว่าการอาบน้ำในอ่าง

เขาเพิ่มเติมว่า การพ่นฝอยของน้ำจากฝักบัว นั้นเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เชื้อกระจายตัวไปในอากาศและถูกหายใจเข้าไปในส่วนที่ลึกของปอดได้อย่างง่ายดาย และสิ่งที่สำคัญ คือ ฝักบัว มีสภาวะที่เหมาะสม ทั้งความชื้น อุณหภูมิ และ ปราศจากแสง ช่วยทำให้แบคทีเรียชนิดนี้ที่สามารถสร้าง "biofilms" ที่ทำหน้าที่คล้ายตัวยึดจับเกาะกับฝักบัว ทำให้ยากต่อการกำจัดออก

อย่างไรก็ดี เพซ กล่าวว่า เชื้อนี้คงไม่กระทบกับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงทั่วๆไป แต่สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV หรือ รับประทานยาที่กดภูมิคุ้มกัน นั้น เขาแนะนำว่า ให้ไปใช้ฝักบัวประเภทโลหะแทน และควรจะเปลี่ยนมันบ่อยๆ

ลีอาห์ ฟีเซล นักวิจัยอีกท่าน กล่าวกับรอยเตอร์สว่า ฝักบัวนั้น คงไม่ใช่ตัวแพร่เชื้อสำคัญเท่าไรนักในบ้าน และเขายังเสนอว่า เครื่องปรับระดับความชื้น และ เครื่องปรับอากาศชนิดไอน้ำ คงจะต้องได้รับการวิจัยเป็นสิ่งต่อไป

ที่มา : Reuters ผ่านทาง Yahoo!

Syndicate content