chobits_nizzy's blog

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติคันแรกของกูเกิล ชนซะแล้ว

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติคันแรกของกูเกิลชนกับรถยนต์ที่มนุษย์ขับ ใกล้บริเวณสำนักงานใหญ่ของกูเกิล (Google's Mountain View แคลิฟอเนีย) หลังจากที่เดินทางมาแล้วกว่า 160,000 ไมล์ ข้อมูลล่าสุดบอกว่าชนกันถึง 5 คัน

แล้วอย่างนี้คุณตำรวจจะเขียนชื่อใครลงในใบสั่งล่ะ !

และนี่คือสิ่งที่เรากำลังกังวลเกี่ยวกับรถที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ บางทีการตั้งค่าที่ซับซ้อนของเลเซอร์และระบบภาพที่กูเกิลเรียกว่า "กลไกการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ" อาจเป็นเพียงแค่เงา

อย่างไรก็ตามทางกูเกิลออกมาพูดเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้ว่า ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หนึ่งในเป้าหมายของกูเกิลคือการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในขณะที่มนุษย์ขับรถด้วยตนเอง และกูเกิลไม่ตำหนิเทคโนโลยี แต่ตำหนิบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้

สำหรับรูปภาพอุบัติเหตุครั้งนี้สามารถ คลิกเข้าไปดูได้ในที่มาค่ะ

ที่มา : Business Insider, Jalopnik, NBC bay area

นักวิจัยไทย กำลังพัฒนาวัคซีนไข้เลือดออก

จริงๆ ข่าวนี้ก็ค่อนข้างนานแล้วนะคะ มีข่าวออกมาตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ มีบางเวบไซต์ในไทย เอาข่าวมาลงบ้างแล้ว แต่ผู้แปล อยากให้ชาว JuSci.net ได้ทราบข่าวดีๆ แบบนี้กันค่ะ

นักวิจัยไทย จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยมหิดล และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยี ชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) กำลังพัฒนาวัคซีนต้นแบบป้องกันโรคไข้เลือดออก ซึ่งได้ผ่านการทดสอบในหนูและลิงแล้ว และจะทำการทดสอบในมนุษย์ต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อผลิตวัคซีนที่สามารถนำมาใช้ในเชิงพานิชย์กับเด็กได้จริงภายใน 10 ปี

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าไข้เลือดออกนั้น ยังไม่มีวิธีรักษา และทำให้ผู้ป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ แต่รุนแรงกว่า เชื้อไวรัสเด็งกี่นั้นมี 4 สายพันธุ์ และนักวิจัยไทยได้สร้างเชื้อไวรัสลูกผสม ที่มียีนของทั้ง 4 ชนิด

นอกจากนี้ ยังมีนักวิจัยของประเทศฝรั่งเศสที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนไข้เลือดออกอีกเช่นกัน รายละเอียด อ่านได้จากที่มาของข่าวค่ะ

ที่มา : PhysOrg
และขอทิ้งท้ายด้วย ข่าวเดียวกันนี้บน BIOTEC

แมมโมแกรม อาจช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคไตได้

จากการศึกษาที่กำลังจะลงใน Clinical Journal of the American Society of Nephrology (CJASN) ฉบับต่อไป แมมโมแกรม นอกจากจะช่วยตรวจหามะเร็งเต้านมแล้ว อาจช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ป่วยโรคไตได้ โดยการตรวจหาหินปูน (calcification) ในหลอดเลือด

จากการศึกษาพบว่า การทำแมมโมแกรมสามารถตรวจพบการสะสมของหินปูนในเส้นเลือดแดงที่มาเลี้ยงเต้านม (breast arteries) ของผู้หญิงที่เป็นโรคไตระยะสุดท้าย (end-stage renal disease; ESRD) ถึงเกือบ 2 ใน 3 ซึ่งการตรวจพบหินปูนในเส้นเลือดที่มาเลี้ยงเต้านมนี้เป็นสิ่งที่จำเพาะ และเป็นประโยชน์ต่อการบอกว่ามีหินปูนอยู่ในผนังเส้นเลือดชั้นกลาง (medial vascular calcification) ในผู้เป็นโรคไตเรื้อรัง (chronic kidney disease; CKD)

การมีหินปูนสะสมในหลอดเลือดแดง อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย และโรคไตเรื้อรังมีอัตราการตายที่สูงขึ้น นอกจาการสะสมของหินปูนในผนังชั้นในสุดของหลอดเลือดแล้ว ยังมีการสะสมของหินปูนในผนังชั้นกลาง ซึ่งตรวจเจอได้ยาก และจากการพบหินปูนจากการทำแมมโมแกรมในผู้ป่วยโรคไตนี้ สนับสนุนทฤษฎีที่ว่าผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีแนวโน้มที่จะมีการสะสมของหินปูนในผนังชั้นกลางของหลอดเลือด ซึ่งก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมา

อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ คือมีการศึกษาในผู้ป่วยจำนวนน้อย

ที่มา : physorg

แวนโคมัยซิน เป็นยาที่ควรใช้เป็นอันดับแรกในการรักษาผิวหนังอักเสบ

จากการศึกษาของโรงพยาบาลเฮนรี่ฟอร์ด พบว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคผิวหนังอักเสบ (cellulitis) ควรได้รับการรักษาด้วยยาแวนโคมัยซิน (vancomycin) เป็นลำดับแรก มากกว่ายาฆ่าเชื้อ (antibiotic) ตัวอื่น เช่น เพนิซิลิน (penicillin)

บางครั้งแนวทางปฏิบัติทางการแพทย์ก็มีความคลุมเครือ ในเรื่องความเหมาะสม ระหว่างการใช้แวนโคมัยซิน หรือยาในกลุ่ม B-lactam (Beta lactam) อย่างเพนิซิลินหรือเซฟาโลสปอริน (cephalosporins) ในการรักษาโรคผิวหนังอักเสบ

การศึกษาของโรงพยาบาลเฮนรี่ฟอร์ด ที่ทำระหว่างเดือนธันวาคม 2548 ถึง เดือนตุลาคม 2551 พบว่าผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบ 226 คน ที่รักษาด้วย การฉีดแวนโคมัยซินเข้าหลอดเลือดดำ มีผลการรักษาดีกว่าและออกจากโรงพยาบาลได้โดยเฉลี่ยเร็วกว่าผู้ป่วยอีก 199 คน ที่รักษาด้วย การฉีดยา B-lactam เข้าหลอดเลือดดำ 1 วัน

นอกจากนี้เชื้อเอ็มอาร์เอสเอ (MRSA: Methicilin Resistant Staphylococcus Aureus) ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าดื้อต่อยาฆ่าเชื้อเพนิซิลิน และยาอื่นๆ นั้น ไวต่อยาแวนโคมัยซิน

ที่มา : physorg

การค้นพบ อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เพิ่มพลังในการต้านมะเร็งของต้นบร็อคโคลี่

การศึกษาของ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (University of Illinois) แสดงให้เห็นสารที่มีพลังในการต่อสู้มะเร็งในต้นบร็อคโคลี่ชื่อ sulforaphane เป็นครั้งแรก ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารที่มีศักยภาพในการต้านมะเร็งอย่างมาก อีกทั้งยังมีฤทธิ์ในการต้านกระบวนการอักเสบอีกด้วย โดยสามารถหลั่งออกมาจากบร็อคโคลี่ได้ด้วยการย่อยของแบคทีเรียในทางเดินอาหารส่วนล่าง (gut) แล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

การทดสอบทำโดยฉีดสาร glucoraphanin ซึ่งเป็นสารต้นกำเนิดของสาร sulforaphane เข้าไปในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (cecum) ที่มีแบคทีเรียประจำถิ่นเหมือนกับลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ และเป็นส่วนหนึ่งของทางเดินอาหารส่วนล่างของหนูที่โดนผูกไว้ (ligated lower gut) พิสูจน์ให้เห็นว่า มีสาร sulforaphane ในเลือดจากหลอดเลือดดำมีเซนเทอริค (mesenteric vein) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่มีเลือดจากทางเดินอาหารไหลไปที่ตับ

เอ้า มากินบร็อคโคลี่กันเถอะ !!!

ที่มา : physorg

วิตามินอี แถวหน้าของการต่อสู้มะเร็งต่อมลูกหมาก

มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็งในประเทศที่พัฒนาแล้ว อีกทั้งการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (chemotherapy) ที่มีอยู่ และการรักษาด้วยฮอร์โมน (hormonal therapy) ไม่สามารถฆ่าเซลล์ต้นกำเนิดของมะเร็งต่อมลูกหมาก (prostate cancer stem cells; CSCs) ได้

อย่างไรก็ตามทีมวิจัยได้มีการค้นพบส่วนประกอบของวิตามินอี หรือสาร γ-T3 (gamma-tocotrienol) ที่สามารถทำลายเซลล์ต้นกำเนิดของมะเร็งต่อมลูกหมากได้สำเร็จ และยับยั้งการเกิดซ้ำของโรค

โดยสาร γ-T3 นี้ สามารถยังยั้งการก่อมะเร็ง (tumor formation) ในหนูทดลองที่มีการใส่เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก และเลี้ยงด้วยน้ำที่มีวิตามินอีผสมอยู่ได้อย่างสมบูรณ์ มากกว่า 70%

ที่มา : physorg

ผู้เชี่ยวชาญ ใช้อัลตราซาวด์ในการรักษาโรคอัลไซเมอร์

อัลตราซาวด์ คือคลื่นเสียงความถี่สูงเกินกว่าที่หูมนุษย์จะได้ยิน มีการนำมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นช่วยคลายกล้ามเนื้อให้นักกีฬาที่มีอาการปวดเมื่อย, ช่วยละลายไขมันในผู้ป่วยที่ทำศัลยกรรมดูดไขมัน และช่วยขจัดคราบสกปรกออกจากเครื่องครัว โดยการใช้งานอัลตราซาวด์ที่เรารู้จักกันดีที่สุดคือ การสร้างภาพของทารกในครรภ์

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา มีการใช้อัลตราซาวด์ในการต่อสู้กับโรคต่างๆ มากมาย

ตอนนี้ได้มีการค้นพบประโยชน์ของอัลตราซาวด์อีกข้อหนึ่ง คือความสามารถในการยับยั้งเกราะป้องกันตามธรรมชาติ (natural barrier) ที่ทำหน้าที่ แยกหลอดเลือดออกจากเนื้อเยื่อสมองของหนูทดลองได้ชั่วคราว ซึ่งถ้าสามารถใช้เทคนิคนี้ในมนุษย์ได้ แพทย์ก็จะสามารถใช้อัลตราซาวด์ในการให้ยาทางหลอดเลือดดำ (intravenous drugs) เข้าสู่เซลล์สมองของผู้ป่วยได้โดยตรง

ในปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังคงไม่มีทางรักษา ถึงแม้จะมีการพัฒนายาที่มีการพิสูจน์แล้วว่า สามารถรักษาเซลล์ประสาท (neuron) ที่ถูกทำลายจากตัวโรคเอาไว้ได้ นักวิจัยบางคนพยายามจะชะลอการดำเนินโรค โดยการฉีดยาเข้าไปในบริเวณสมองที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่การทำแบบนั้นมีความเสี่ยง, ค่าใช้จ่ายสูง และล้มเหลวถึง 9 ใน 10 ครั้ง

งานวิจัยชิ้นนี้ ได้สร้างความหวังใหม่ในการรักษาอัลไซเมอร์ด้วยกระบวนการเพียง 2 ขั้นตอน คือการฉีดฟองอากาศขนาดจิ๋ว (microscopic bubble) เข้าไปในหลอดเลือดผ่านสายน้ำเกลือ (IV line) และปล่อยให้มันเคลื่อนที่เข้าไปในหลอดเลือดฝอยของสมอง (brain capillary) จากนั้นปล่อยคลื่นอัลตราวาวด์ (ultrasonic beam) เข้าไปเหนือสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งจะทำให้ฟองอากาศเกิดการสั่นสะเทือน ไปรบกวนการทำงานของผนังหลอดเลือด ที่ทำหน้าที่กั้นไม่ให้สารบางอย่างผ่านเข้าไปยังสมองได้ (blood-brain barrier) ทำให้สามารถให้ยาเข้าไปยังสมองได้ในระยะเวลาสั้นๆ

ที่มา : physorg

การกดอกอย่างเดียว ช่วยเพิ่มอัตราการรอดของผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น

งานวิจัยของ Washington University School of Medicine in St. Louis ที่ตีพิมพ์ลงใน Lancet ฉบับวันที่ 15 ตุลาคม 2553 กล่าวว่าการกดอกอย่างเดียวเพิ่มอัตราการรอดของผู้ป่วย มากกว่าการกดอกแบบมาตรฐาน (standard CPR; กดอก สลับกับการช่วยหายใจ)

โดยข้อมูลของงานวิจัยชิ้นนี้ วิเคราะห์อัตราการรอดชีวิต (survival rate) จากผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นจำนวนมากกว่า 3,700 คน ที่ได้รับการช่วยชีวิตด้วยการกดอกแบบมาตรฐาน หรือกดอกเพียงอย่างเดียว พบว่าอัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น 22% เมื่อผู้ช่วยชีวิตโทรแจ้ง 911 (สายด่วน 191 ของบ้านเรานั่นเอง) และได้รับการแนะนำให้กดอกเพียงอย่างเดียว

ไม่ว่าผู้ช่วยชีวิตจะได้รับการฝึกกดอกมาก่อนหรือไม่ ก็ไม่มีผลต่อการศึกษานี้ เมื่อผู้ช่วยชีวิตถูกสอนให้กดอกเพียงอย่างเดียว ก็ย่อมง่ายต่อการหาตำแหน่ง และการออกแรงกดอกจนกว่าทีมช่วยเหลือจะมาถึง

อย่างไรก็ตามหากต้องรอทีมช่วยเหลือเป็นเวลานาน การช่วยหายใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ แต่ใน 5 - 10 นาทีแรกนั้น การกดอกสำคัญมากกว่า

ที่มา : physorg

การศึกษาพบว่าแตงโมช่วยลดความดันโลหิต

การศึกษานำร่องของนักวิทยาศาสตร์อาหาร (food scientists) มหาวิทยาลัยรัฐฟลอริด้า (The Florida State University) ระบุว่าแตงโมเป็นอาวุธธรรมชาติที่ต่อต้านภาวะก่อนความดันโลหิตสูง (prehypertension;120-139/85-89 mmHg) ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือการศึกษาครั้งแรกในมนุษย์ที่พบว่า การได้รับสารสกัดจากแตงโม 6 กรัมต่อวัน นาน 6 สัปดาห์ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดแดงใหญ่ (aortic blood flow) และช่วยลดความดันโลหิตในประชากรกลุ่มตัวอย่างทั้ง 9 คน (ผู้ชาย 4 คน และผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 5 คน มีอายุระหว่าง 51-57 ปี) ที่มีภาวะก่อนความดันโลหิตสูง

ทำไมต้องเป็นแตงโม ?
เพราะในร่างกายของคนเรานั้นจะมีการเปลี่ยน L-citrulline เป็น L-arginine ซึ่งเป็นกรดอะมิโน (amino acid) ที่จำเป็นในการสร้างไนตริกออกไซด์ (nitric oxide) เพื่อควบคุมความตึงของหลอดเลือด (vascular tone) และความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ซึ่งการรับประทาน L-citrulline เป็นอาหารเสริมนั้น ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เพราะจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้, รบกวนระบบทางเดินอาหาร (gastrointestinal tract discomfort) และท้องเสีย ในทางตรงกันข้าม เราสามารถรับประทานแตงโม โดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ อีกทั้งยังมี L-citrulline, วิตามิน เอ, บี 6, ซี, ไฟเบอร์, โพแทสเซียม และไลโคปีน รวมถึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด (serum glucose levels) อีกด้วย

ทั้งนี้การรับประทาน L-citrulline อาจทำให้สามารถลดขนาดของยาลดความดันโลหิต (antihypertensive drugs) ที่จำเป็นในการควบคุมระดับความดันโลหิตลงได้อีกด้วย

สนใน อ่านรายงานการศึกษานำร่องฉบับล่าสุดได้ใน American Journal of Hypertension ค่ะ

ใครที่เป็นความดันโลหิตสูง ก็ลองรับประทานแตงโมเยอะๆ ดูนะคะ ^^

ที่มา : physorg

การตัดสินใจเป็นวิธีที่ 3 ของการเรียนรู้

ก่อนหน้านี้เราเชื่อกันมาตลอดว่าสมองของคนเรานั้นทำงานผ่าน 2 ทางหลักๆ นั่นคือการรับรู้ (cognition) และการแสดงอารมณ์(affect) ส่วนการพัฒนาที่น่าจับตามองของสมองที่เพิ่งค้นพบนี้ คือความต้องการ(conation)

Pierre Balthazard ผู้ทำงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า "เมื่อเราตัดสินใจ หรือเลือกอะไรโดยใช้สัญชาตญาณ นั่นแหละคือความต้องการ (conation)"

Balthazard ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากกระทรวงกลาโหมของประเทศสหรัฐอเมริกา ในการวิเคราะห์สมองของผู้มีสุขภาพดีจำนวนมากกว่า 100 คน ด้วยเทคนิคพิเศษในการวิเคราะห์สัญญาณสมอง และพบหลักฐานว่ามีการทำงานของสมองในส่วนของความต้องการ (conation) การค้นพบนี้ยังแสดงให้เห็นว่าเราสามารถฝึกความต้องการ (conation) ได้ ซึ่งจะทำให้สมองของเราสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสถานการณ์ตึงเครียด

ในงานวิจัยชิ้นนี้ Balthazard ยังทำงานร่วมกับ Kathy Kolbe ซึ่งทำการศึกษาพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความต้องการ (conation) มานานกว่า 30 ปี โดยใช้ข้อมูลจากประชากรจำนวนครึ่งล้านที่ผ่านดัชนี Kolbe A (Kolbe A Index) เป็นพื้นฐานของงานวิจัยชิ้นใหม่นี้

Balthazard ทดสอบทฤษฎีของ Kolbe (Kolbe’s theory) โดยการตั้งวัตถุประสงค์อย่างง่ายให้ปฏิบัติตาม ตัวอย่างเช่น เอาของที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจมาวางไว้ด้วยกันจำนวนหนึ่ง แล้วเอาของธรรมดา อย่างเช่นดินสอและคลิปหนีบกระดาษ วางทับเอาไว้บนโต๊ะ จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยเรียงลำดับสิ่งของตามความสำคัญใน 1 นาที คนที่มีการทำงานของสมองในส่วนของความต้องการ (conation) ไม่เท่ากัน จะเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งของได้ยาก-ง่ายแตกต่างกัน โดยที่ Balthazard สามารถบอกได้จากการทำแผนที่สมองไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ใครจะตอบสนองอย่างไร

ที่มา : physorg

Syndicate content