chayaninw's blog

ผลศึกษาข้อมูล 18 ปีจากเดนมาร์ก มือถือไม่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งสมอง

ปัญหาว่าโทรศัพท์มือถือเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งหรือไม่เป็นปัญหาที่นักวิจัยพยายามหาคำตอบกันมาพอสมควร ล่าสุด ผลการศึกษาจากประเทศเดนมาร์ก ไม่พบความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งในระบบประสาทส่วนกลางจากการใช้โทรศัพท์มือถือ

ทีมวิจัยที่นำโดย Patrizia Frei ศึกษาข้อมูลของชาวเดนมาร์กอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยใช้ข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือจำนวน 358,403 คนตั้งแต่ปี 1990-2007 และทะเบียนโรคมะเร็ง ไม่พบหลักฐานว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมานานกว่า 13 ปี มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งที่สมองมากกว่าผู้ที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ

ในบทบรรณาธิการของ BMJ ที่ตีพิมพ์ผลวิจัยดังกล่าว ได้พูดถึงงานวิจัยนี้ว่าระเบียบวิธีวิจัยของงานชิ้นนี้มีข้อดีเหนืองานวิจัยอื่นๆ ก่อนหน้าตรงที่ใช้การจำแนกกลุ่มด้วยคอมพิวเตอร์จากข้อมูลในทะเบียน ทำให้ลดปัญหาจากการติดต่อกับคนโดยตรง เช่น ปัญหา selection bias อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีจุดอ่อนตรงที่ข้อมูลการจดทะเบียนโทรศัพท์มือถือ อาจไม่ตรงกับการใช้งานจริง เช่น อาจมีผู้ใช้โทรศัพท์มีไม่ได้จดทะเบียนเอง ทำให้การจำแนกนั้นไม่ถูกต้อง แต่ก็เชื่อว่าจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มานานโดยไม่มีการจดทะเบียนเอง น่าจะเป็นส่วนน้อยของประชากร

ที่มา – BMJ (Abstract), BMJ (Editorial), Bloomberg

มนุษย์ฆ่านีแอนเดอทาล?

ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Human Evolution บ่งชี้ว่า นีแอนเดอทาล (Neanderthal) กับมนุษย์ Homo Sapiens นั้นมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างรุนแรง และอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นีแอนเดอทาลสูญพันธุ์

โครงกระดูกของนีแอนเดอทาลอายุ 50,000 ถึง 75,000 ปีที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อว่า Shanidar 3 ซึ่งค้นพบในถ้ำที่ประเทศอิรัก และถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกันในยุคทศวรรษ 1950 และ 1960 แสดงให้เห็นถึงบาดแผลที่ได้รับในช่วงลำตัว ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิต นักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานไว้ว่า อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุระหว่างการล่าสัตว์ หรืออาจจะเกิดจากเพื่อนนีแอนเดอทาลด้วยกันเอง แต่ผลการศึกษาใหม่เสนอว่า บาดแผลนี้น่าจะเกิดจากฝีมือมนุษย์

จากการศึกษาแล้ว สตีเฟน เชอร์ชิลล์ อาจารย์ด้านมานุษยวิทยาวิวัฒนาการ (revolutionary anthropology) จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ได้สรุปว่า บาดแผลของ Shanidar 3 น่าจะเกิดจากหอกขว้าง ซึ่งในยุคนั้น สายพันธุ์เดียวที่ได้พัฒนาการใช้อาวุธโพรเจกไทล์แล้วคือมนุษย์ ในขณะที่นีแอนเดอทาลยังใช้การแทงหอกเท่านั้น

ทีมของเชอร์ชิลล์ได้ทดลองแทงหอกเข้าไปในซากของหมู ซึ่งเชื่อกันว่ามีความแข็งแรงใกล้เคียงกับผิวหนังและซี่โครงของนีแอนเดอทาล และพบว่า เมื่อแทงหอกเข้าไปนั้น ซี่โครงของหมูนั้นเสียหายไม่มีชิ้นดี ในขณะที่ซี่โครงของ Shanidar 3 ไม่มีความเสียหายในลักษณะนั้น

เมื่อทดลองโดยใช้หน้าแบบที่ออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีความแรงใกล้เคียงกับการขว้างหอกในยุคหิน พบว่าซี่โครงมีความเสียหายลักษณะเดียวกับซี่โครงของนีแอนเดอทาลที่พบ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นการสูญพันธุ์ของนีแอนเดอทาลยังคงไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ บางส่วนเชื่อว่าเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์กับมนุษย์ ด้านทฤษฎีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมุ่งไปที่ความรุนแรงจากฝีมือมนุษย์ Homo Sapiens ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ของเฟร์นันโด รอซซี จาก Centre National de la Recherche Scientifique ที่ปารีส พบว่ากระดูกขากรรไกรล่างของนีแอนเดอทาลมีร่องรอยแบบเดียวกับที่มนุษย์ทำกับซากกวางในช่วงต้นยุคหิน ในเรื่องนี้เชอร์ชิลล์มีความเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับนีแอนเดอทาลอาจหลากหลายแตกต่างกันในแต่ละที่ ทั้งความรุนแรงหรือการหลอมรวมกัน คล้ายกับยุคล่าอาณานิคมของยุโรปในอดีต

ที่มา - Time

พบคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวเคราะห์นอกระบบ

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือนาซาของสหรัฐฯ ได้รายงานการค้นพบคาร์บอนไดออกไซด์ ในบรรยากาศของดาวเคราะห์ HD 189733b จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

มาร์ค สเวน นักวิจัยจากศูนย์ทดลองจรวดขับดันของนาซาที่แพซาดีนา แคลิฟอร์เนีย ได้ใช้กล้องใกล้อินฟราเรดและสเปกโตรมิเตอร์หลายวัตถุของโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลศึกษาแสงอินฟราเรดที่ปล่อยออกมาจากดาวเคราะห์ ซึ่งสเวนได้พบหลักฐานแสดงคาร์บอนไดออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์

HD 189733b เป็นดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาว HD 189733 อยู่ห่างจากโลกปี 63 ปีแสง จัดอยู่คลาสดาวพฤหัสบดีร้อน ซึ่งหมายถึงมีขนาดใกล้เคียงหรือใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดี แต่โคจรใกล้ดาวฤกษ์มากกว่าที่ดาวพฤหัสบดีโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ดังกล่าวมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าที่จะมีสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่เรารู้จัก

ก่อนหน้านี้ ทีมวิจัยของสเวน ได้ค้นพบมีเทนบนดาวเคราะห์ดวงดังกล่าว

นักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งได้ยืนยันการค้นพบไอน้ำบนดาวเคราะห์ดวงดังกล่าวเช่นกัน โดยรายงานในวารสาร Nature ระบุว่า คาร์ล กริลล์แมร์จากศูนย์วิทยาศาสตร์สปิตเซอร์ที่แพซาดีนา แคลิฟอร์เนีย ใช้อินฟราเรดสเปกโตรกราฟบนกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ในการสังเกตแสงจาก HD 189733b ในช่วงความยาวคลื่นอินฟราเรดกลาง ก่อนจะสรุปผลว่า แสดงการคงอยู่ของไอน้ำอย่างชัดเจน

ที่มา ? NASA, Nature News,The New York Times

การจูบอย่างรุนแรงอาจทำให้หูหนวก

การจูบอย่างรุนแรงอาจนำไปสู่อาการหูหนวก โดยเกิดขึ้นแล้วกับสาวชาวจีนจากมณฑลกวางตุ้ง

สำนักข่าวของจีนรายงานว่า หญิงสาววัยยี่สิบกว่า เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการหูซ้ายหนวก หลังจากจูบกับแฟนหนุ่มอย่างรุนแรง

หนังสือพิมพ์ China Daily ได้อ้างคำพูดของแพทย์ซึ่งดูแลคนไข้รายนี้ว่า การจูบนั้นลดความดันในปาก ซึ่งสร้างความเสียหายแก่เยื่อแก้วหู โดยหนังสือพิมพ์ดังกล่าวได้เตือนว่า แม้การจูบโดยทั่วไปจะปลอดภัย แพทย์ได้แนะนำให้ใช้ความระมัดระวังด้วย หนังสือพิมพ์อีกฉบับ Shanghai Daily ก็ได้เตือนไว้ลักษณะเดียวกันว่า การจูบอย่างรุนแรงทำให้ความดันระหว่างหูชั้นในสองข้างไม่สมดุล และนำไปสู่ความเสียหายต่อเยื่อแก้วหู

คาดว่าหญิงสาวคนดังกล่าวจะกลับมาได้ยินปกติภายในสองเดือน

ที่มา - BBC News, Reuters

Syndicate content