Blogs

งานวิจัยชี้โรคอ้วน 'แพร่เชื้อ' ได้ในหนูทดลอง

เคยมีการศึกษาก่อนหน้าที่แสดงให้เห็นว่าโรคอ้วน (obesity) สามารถแพร่กระจายในหมู่เพื่อนฝูงได้ เนื่องจากคนที่สนิทกันมักจะปรับตัวให้มีพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตคล้ายๆ กัน แต่ทีมวิจัยที่นำโดย Richard Flavell แห่ง Yale School of Medicine ค้นพบว่าแบคทีเรียมีส่วนในการแพร่โรคอ้วนจากหนูตัวหนึ่งไปยังสู่เพื่อนหนูในกรงเดียวกันได้

การค้นพบนี้มาจากการทดลองกับหนูทดลองที่ถูกนักวิจัยดัดแปลงให้มีความผิดทางระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดเป็นโรคที่เรียกว่า "Non-alcoholic fatty liver disease" (NAFLD) ซึ่งเป็นความผิดปกติของกระบวนการเมตาบอลิซึมที่ตับ หนูที่เป็น NAFLD จะมีไขมันสะสมในตับและพัฒนาเป็นโรคอ้วน เมื่อจับหนู NAFLD อยู่กับหนูปกติที่มีน้ำหนักตัวปกติ ปรากฏว่าหนูปกติเกิดอาการของ NAFLD ขึ้นมาและกลายเป็นหนูอ้วน

แนะนำของขวัญวาเลนไทน์สไตล์คนรักแมลง: ตั้งชื่อให้แมลงสาบตามชื่อคนรัก

ถึงเดือนกุมภาพันธ์แล้ว คนมีความรักทั้งหลายคงกำลังเล็งหาของขวัญสำหรับคนพิเศษกันอยู่ ถ้าหากใครยังไม่มีไอเดียของขวัญวาเลนไทน์สุดเก๋สำหรับปีนี้ อย่ารอช้าครับ จัดไปเลยอันนี้ "แคมเปญพิเศษต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ของสวนสัตว์ Bronx Zoo

สวนสัตว์ Bronx Zoo ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ Wildlife Conservation Society มีแคมเปญสำหรับเทศกาลแห่งความรักด้วยการเปิดโอกาสให้คุณตั้งชื่อแมลงสาบมาดากัสการ์ (Madagascar hissing cockroach) ในสวนสัตว์ตามชื่อคนที่คุณรัก จะเป็นชื่อใครก็ได้ไม่จำกัด เช่น แฟน กิ๊ก ลูก แม่ยาย อดีตคนรัก ฯลฯ สนนราคาต่อหนึ่งชื่ออยู่ที่ 10 เหรียญสหรัฐฯ เท่านั้น

นักวิจัยประดิษฐ์เครื่องอ่านคำพูดจากสมอง

ข่าวดีสำหรับคนที่คิดอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ปากดันไม่มีแรงขยับจะพูด ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้สร้างเครื่องแปลคำพูดออกมาจากสมองขึ้นมาสำเร็จแล้ว

ทีมวิจัยที่นำโดย Brian Pasley แห่ง University of California, Berkeley เริ่มจากศึกษาการทำงานของสมองในการประมวลผลเสียงคำพูดที่ได้ยิน การศึกษาพุ่งเป้าไปที่สมองส่วนเกี่ยวกับการได้ยินที่เรียกว่า superior temporal gyrus (STG) และ middle temporal gyrus (MTG) นักวิจัยจำเป็นต้องฝังขั้วไฟฟ้าเข้าไปที่สมองโดยตรง เนื่องจากต้องการเก็บข้อมูลให้ลงลึกถึงรายละเอียด การแปะขั้วไฟฟ้าบนศีรษะภายนอกไม่อาจจะตรวจจับสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ได้ ดังนั้นในการศึกษานี้ นักวิจัยจึงเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยโรคลมชักและโรคเนื้องอกในสมองที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอยู่แล้วจำนวน 15 คน

กลุ่มตัวอย่างจะได้ฟังคำพูดจากบทสนทนาสั้นๆ นักวิจัยก็จะบันทึกไว้ว่าขณะที่ได้ยินคำพูดแต่ละคำ สมองมีการทำงานอย่างไรบ้าง และผลจากการสังเกตก็พบว่าคำแต่ละคำที่ได้ยินจะถูก "บันทึก" ในลักษณะพิเศษเฉพาะซึ่งนักวิจัยสามารถสร้างอัลกอริธึมขึ้นมาเพื่อตรวจจับลักษณะดังกล่าวและแสดงออกมาในรูปของกราฟตามรูปแบบของเสียงที่กลุ่มตัวอย่างได้ยินได้ (ดูวิดีโอข้างล่างของ New Scientist ประกอบ)

ฮอร์โมนเพศชายทำให้ผู้หญิงอีโก้แรงขึ้น

ทีมวิจัยที่นำโดย Nicholas Wright แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ทดลองฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายตัวหนึ่งเข้าไปในร่างกายของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงจำนวน 34 คน แล้วจากนั้นก็ให้กลุ่มตัวอย่างผู้หญิงเหล่านั้นจับคู่กันเพื่อเล่นเกมจับผิดภาพ โดยทั้งสองคนในคู่จะต้องช่วยกันเลือกให้ได้ว่าภาพไหนมืดกว่า ภาพไหนสว่างกว่า หากคำตอบของสองคนไม่ตรงกัน ก็จะต้องปรึกษากันว่าจะเลือกเอาอันไหน

การทดลองให้ผลปรากฏว่า เมื่อเจอกับคำถามข้อที่สองคนในคู่ตกลงเลือกคำตอบตรงกันไม่ได้ ผู้หญิงที่ได้รับเทสโทสเตอโรนมีแนวโน้มที่จะเลือกยืนยันคำตอบที่ตัวเองเลือกไว้ในทีแรกมากกว่าผู้หญิงที่ได้รับยาปลอม (placebo)

ผลนี้ชี้ให้เห็นว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลต่อระบบความคิดของผู้หญิง นั่นคือมันทำให้ผู้หญิงมีความคิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง (egocentric) มากขึ้น ส่งผลให้การทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับผู้อื่นยากลำบากขึ้น

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีงานวิจัยระบุออกมาแล้วว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมีผลทำให้ผู้หญิงมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นและมีความไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นน้อยลง

น่าเสียดายที่งานวิจัยเกี่ยวกับผลของเทสโทสเตอโรนต่อพฤติกรรมมนุษย์มีทำกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ชายน้อย เนื่องจากการฉีดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเข้าไปในร่างกายผู้ชายอาจกระทบระบบสมดุลฮอร์โมนและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ ขณะที่สำหรับผู้หญิงที่ได้รับเทสโทสเตอโรนเข้าไปไม่มากนัก ร่างกายจะปรับสมดุลได้เองในระยะเวลาไม่นาน อย่างในการทดลองนี้ก็ฉีดให้เพียง 80 มิลลิกรัม (ระดับที่จะทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงเพิ่มขึ้นมาเท่ากับระดับปกติในร่างกายผู้ชายพอดี)

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences doi: 10.1098/rspb.2011.2523 (เป็น Open Access ดาวน์โหลดบทความตัวเต็มได้ฟรี)

ที่มา - Live Science

สเปิร์มอาจไม่ได้ราคาถูกอย่างที่คิด...อย่างน้อยก็ในจิ้งหรีด

นักชีววิทยามักคิดกันว่าตัวผู้ลงทุนน้อยกว่าตัวเมียในแง่ของการผลิตเซลล์สืบพันธุ์ เนื่องจากสเปิร์มมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ไข่มาก ตัวผู้สามารถผลิตสเปิร์มได้เป็นล้านอย่างสบายๆ แต่การทดลอง Damian Dowling แห่ง Monash University และ Leigh Simmons แห่ง University of Western Australia กลับแสดงให้เห็นว่าต้นทุนของการผลิตสเปิร์มก็ไม่ได้ราคาถูกอย่างที่เชื่อกัน

สัตว์ตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองนี้ คือ จิ้งหรีด Teleogryllus oceanicus นักวิจัยจับจิ้งหรีดตัวผู้ใส่ลงในกล่อง กล่องแต่ละใบจะมีตัวเมียอยู่ 1 ตัว ซึ่งตัวเมียก็จะมีทั้งแบบ "ตัวเมียที่ยังไม่โตถึงวัยเจริญพันธุ์", "ตัวเมียที่โตพร้อมแล้วแต่โดนนักวิจัยเอากาวอุดตรงช่องสืบพันธุ์", และ "ตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ได้ (และไม่โดนกาวอุด)"

ผลการทดลองปรากฏว่า ตัวผู้ที่อยู่กล่องเดียวกับตัวเมียที่ยังไม่โตถึงวัย ผลิตสเปิร์มน้อยกว่าตัวผู้ที่อยู่กับตัวเมียที่โตถึงวัยผสมพันธุ์ถึงสองเท่า และการผลิตสเปิร์มปริมาณมากส่งผลเสียต่อระบบภูมิต้านทานบางอย่าง เช่น ทำให้มีปริมาณโปรตีนใน "เลือด" น้อยลง เป็นต้น แม้ความสัมพันธ์ของปริมาณสเปิร์มที่ผลิตกับระบบภูมิต้านทานก็อยู่เพียงระดับอ่อนๆ เท่านั้น แต่ก็มีนัยสำคัญในทางสถิติ

ในธรรมชาติก็แปลได้ว่า จิ้งหรีดตัวผู้ที่ลงทุนไปกับการสร้างสเปิร์มมาก จะต้องมีแบกรับความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรีย การที่ตัวผู้ลดการผลิตสเปิร์มลงเมื่อไม่มีตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์ ก็อาจจะเป็นกลยุทธปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขาดทุน

งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS ONE doi:10.1371/journal.pone.0030172

ที่มา - PhysOrg

การแยกห่างจากคนรักมีผลเสียต่อสุขภาพ

ในการประชุมประจำปีของ Society for Personality and Social Psychology (SPSP) ณ San Diego สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 26-28 มกราคม 2012 ทีมวิจัยที่นำโดย Lisa Diamond แห่ง University of Utah ได้นำเสนอการศึกษาถึงผลของความรักที่มีต่อสุขภาพเมื่อเราต้องแยกห่างจากคู่รักของเรา

ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่รักจำนวน 34 คู่ นักวิจัยตรวจสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างก่อน, ระหว่าง, และหลังจากที่กลุ่มตัวอย่างจะต้องแยกกันอยู่กับคู่รักของตัวเองเป็นระยะเวลาสั้นๆ 4-7 วัน

ผลปรากฏว่า ในระหว่างที่แยกกันนั้น กลุ่มตัวอย่างแสดงภาวะของอาการเครียดซึ่งมีผลทำให้การนอนหลับมีปัญหาและมีผลเสียต่อสุขภาพจิต ระดับฮอร์โมน cortisol ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์เครียดในน้ำลายของกลุ่มตัวอย่างก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ที่มา - Medical Xpress, Medical Daily

ป.ล. ผมก็ไม่ค่อยอยากจะชี้แนะอะไรมากนะ แต่ว่าเมื่อรวมเข้ากับข่าวที่แล้ว "ความรักทำให้คนพร้อมทำลายผู้อื่น" (ซึ่งความจริงมันก็เกี่ยวกันนั่นแหละ เพราะทั้งสองงานวิจัยถูกนำเสนอในการประชุมเดียวกัน) เราก็จะเห็นได้ว่าความรักเป็นสิ่งอันตรายที่ทำร้ายทั้งคนที่รักและคนรอบข้าง ดังนั้นผมขอแนะนำว่าอย่าไปมีความรักเลยดีกว่า มาเข้าสมาคมคนโสดกับผมและเพื่อนของเราอีกหลายคนในเว็บ JuSci แห่งนี้กันเถอะๆ

ใครกดแชร์ข่าวนี้ ผมจะถือว่าเห็นด้วยกับผมโดยปริยาย (หวังว่าผมคงไม่เห็นยอดแชร์ติดลบเป็นครั้งแรกใน JuSci นะ)

ความรักทำให้คนพร้อมทำลายผู้อื่น

ความรักคืออารมณ์ที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์จะบรรยายได้เป็นคำพูดได้ บางคนอาจรู้สึกดีกับความรัก บางคนก็โดนความรักทำร้าย แต่ในการประชุมประจำปีของ Society for Personality and Social Psychology (SPSP) ณ San Diego สหรัฐอเมริกา นักจิตวิทยา Jon Maner แห่ง Florida State University ได้เสนอให้เราได้เห็นถึงด้านมืดของความรัก!

ทีมวิจัยของ Jon Maner ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่มีความรักจำนวน 130 คน ก่อนเริ่มการทดลอง กลุ่มตัวอย่างทุกคนจะต้องทำแบบสอบถามเพื่อประเมินระดับ 'ความหึง' เพื่อจัดระดับว่าอยู่ระดับใดกันบ้าง

การทดลองแรก นักวิจัยให้กลุ่มตัวอย่างเขียนความรู้สึกถึง 1) ความรักที่มีต่อคู่ของตนเอง กับ 2) ความต้องการที่จะร่วมเพศกับคู่ตนเอง จากนั้นกลุ่มตัวอย่างก็จะได้ดูรูปผู้ชายผู้หญิงที่หน้าตาดีกับหน้าตาไม่ดี และสุดท้ายกลุ่มตัวอย่างจะต้องตอบว่ามีความรู้สึกกับตัวอักษรจีนที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างไร กลุ่มตัวอย่างไม่มีใครรู้ภาษาจีนอยู่แล้ว ดังนั้นตัวอักษรจีนจึงไม่มีผลอะไรต่อความรู้สึกของพวกเขา นักวิจัยใช้อักษรจีนเป็นตัววัดว่ากลุ่มตัวอย่างมีอารมณ์อย่างไรกับการดูรูปคนหน้าตาดีหรือหน้าตาไม่ดี

Paul Allen วางแผนสร้างเครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลก

พอล อัลเลน ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ และผู้ร่วมทุน วางแผนสร้างเครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลก ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ เครื่องบินลำนี้จะมีปีกกว้างกว่า Airbus 380 ถึง 29 เมตร เป้าหมายจะให้เป็นเครื่องบินสำหรับขนส่งผู้โดยสาร หรือสัมภาระ ขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศระดับสูงของโลก ด้วยอากาศยานคล้ายเครื่องบินทั่วไป โครงการใหม่ภายใต้บริษัท Stratolaunch systems นี้ มีแผนที่จะทำให้การเดินทางไปอวกาศกลายเป็นเรื่องปกติทั่วไปเหมือนกับการบินพาณิชย์ ที่ไม่ต้องใช้ตัวจุดระเบิดขึ้นไปในแนวดิ่งเหมือนในอดีต

สำหรับรันเวย์ที่ใช้นั้นต้องมีขนาดความยาวอย่างต่ำ 3.7 กิโลเมตร เพื่อนำพาตัวเครื่องหนักกว่า 544 ตันทะยานขึ้นสู่อากาศด้วยเครื่องยนต์โบอิ้ง 747 จำนวน 6 เครื่อง เมื่ออยู่ในชั้นบรรยกาศ ก็สามารถปล่อยกระสวยตรงกลางเพื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรนอกโลกได้ โดยที่ตัวยานหลักนั้นก็สามารถบินกลับมาเพื่อทำภารกิจต่อไปได้ทันที ในช่วงแรกที่ให้บริการนั้นจะเน้นไปที่การขนส่งสินค้าก่อน จนเมื่อปลอดภัยแล้วจึงจะเริ่มเปิดให้บริการสำหรับผู้คนทั่วไปเพื่อให้ได้ขึ้นไปสัมผัสขอบโลกโดยที่ไม่ต้องเป็นนักบินอวกาศ

เครื่องบินลำนี้จะผลิตขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดย Mojave Air and Space Port ในโรงเก็บเครื่องบินใหม่ ที่กำลังก่อสร้างอยู่

ที่มา BBC - Travel

กูเกิลจัดโครงการประกวดโครงงานทางวิทยาศาสตร์ออนไลน์ Google Science Fair

กูเกิลจับมือกับ 4 พันธมิตร คือ CERN, LEGO, นิตยสาร National Geographic และ นิตยสาร Scientific American จัดโครงการ Google Science Fair เพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมจากทั่วโลกที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 18 ปีส่งโครงงานทางวิทยาศาสตร์เข้าประกวดผ่านทางเว็บไซด์ Google Science Fair ตัดสินโดยคณะกรรมการที่คัดเลือกมาจากอาจารย์และศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ

สำหรับรางวัลสูงสุดที่ผู้ชนะจะได้รับคือทริปสำรวจเกาะกาลาปากอสกับ National Geographic Explorer ทุนการศึกษา 50,000 เหรียญสหรัฐฯ รวมถึงโอกาสเลือกที่จะเข้าทำงานจริงหลังจบการศึกษากับ LEGO, CERN หรือกูเกิลแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยจะปิดรับผลงานรอบแรกภายในวันที่ 1 เมษายนที่จะถึงนี้ ประกาศผู้เข้ารอบแรก 90 คนภายในปลายเดือนพฤษภาคม และจะประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้าย 15 คนในต้นเดือนมิถุนายนก่อนจะตัดสินหาผู้ชนะอีกครั้งในวันที่ 23 กรกฎาคมที่สำนักงานใหญ่กูเกิล

ที่มา - Google Science Fair

ความอ้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสิว

การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร The Archives of Dermatology (DOI:10.1001/archderm.148.1.131) แสดงให้เห็นว่าดัชนีมวลร่างกาย (Body Mass Index หรือ BMI) มีความสัมพันธ์กับการเกิดสิวบนใบหน้า โดยเฉพาะสาววัยแรกรุ่น

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้เป็นวัยรุ่นวัย 18-19 ปีในเมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ จำนวนประมาณ 3,600 คน เมื่อนักวิจัยเอาข้อมูล BMI และการเกิดสิวมาวิเคราะห์โดยที่ตัดปัจจัยของตัวแปรอื่นๆ ออกไป ก็พบว่า วัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงในการเกิดสิวบนใบหน้ามากกว่าเด็กวัยรุ่นที่มีน้ำหนักตัวปกติ และความสัมพันธ์นี้ชัดเจนอย่างมีนัยสำคัญในวัยรุ่นหญิง

ก่อนหน้านี้ในปี 2006 ก็มีการศึกษาซึ่งให้ผลทำนองเดียวกัน นั่นคือเด็กวัยรุ่นที่เป็นสิวมีค่า BMI มากกว่าเด็กวัยรุ่นที่ไม่เป็นสิว (PMID:16709487)

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเบื้องหลังความสัมพันธ์นี้คงเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนพวก androgen เพราะเคยมีงานวิจัยระบุว่าการที่ร่างกายผลิตฮอร์โมน androgen มากกว่าปกติเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวได้ (PMID:6237127 และ PMID:18561581) และพอยิ่งเกิดสิว ร่างกายก็จะเกิดความเครียด ซึ่งมีผลให้อาการแย่ลงไปอีก (นี่อาจเป็นสาเหตุว่าทำไมผู้หญิงถึงได้มีอาการหนักกว่าผู้ชาย ก็เพราะวัยรุ่นผู้หญิงเครียดกับปัญหาใบหน้ามากกว่าผู้ชายนั่นเอง)

ที่มา - New York Times

Syndicate content